เนชั่นทีวี

ต่างประเทศ

ประชากรโลก 25% เสี่ยงขาดแคลนน้ำมากที่สุด

16 ส.ค. 2566 | jurairat

ประชากรโลก 25% เสี่ยงขาดแคลนน้ำมากที่สุด

รายงานฉบับใหม่ พบว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตน้ำขั้นร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน และประชากร 25% ของทั้งโลกใช้ทรัพยากรน้ำที่พวกเขามีจนเกือบหมดแล้ว

ประชากรโลก 25% เสี่ยงขาดแคลนน้ำมากที่สุด รายงาน Aqueduct Water Risk Atlas ของสถาบันทรัพยากรโลก ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธว่า ขณะนี้ประชากรโลกมากถึง 1 ใน 4 ของโลกเผชิญ ความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมากที่สุด (Extremely high water stress) ในแต่ละปี และคาดว่า จะมีประชากรที่ได้รับผลกระทบเพิ่มอีก 1,000 ล้านคนภายในปี 2050

รายงานดังกล่าว ที่เผยแพร่ทุก 4 ปี กำหนดคำนิยามของคำว่า ความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมากที่สุด หมายถึง ประเทศที่ใช้ทรัพยากรน้ำเกือบทั้งหมดที่พวกเขามี หรือ อย่างน้อย 80% ของแหล่งน้ำที่หมุนเวียนได้

รายงานฉบับนี้ ระบุว่า 25 ประเทศ ซึ่งมีประชากรรวมกันเป็น 25% ของทั้งโลก กำลังประสบความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมากที่สุดในแต่ละปี โดยบาห์เรน ไซปรัส คูเวต เลบานอน และโอมาน เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และภัยแล้งเพียงช่วงสั้น ๆ ก็อาจทำให้ประเทศเหล่านี้มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ 

ประชากรโลก 25% เสี่ยงขาดแคลนน้ำมากที่สุด รายงาน ระบุว่า ทั่วโลกมีความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นเกิน 2 เท่านับตั้งแต่ปี 1960 และคาดว่า จะเพิ่มขึ้นอีก 20-25% ภายในปี 2050

ความต้องการที่เพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยหลายอย่าง รวมถึง ประชากรโลกเพิ่มขึ้น และความต้องการน้ำของอุตสาหกรรม เช่น เกษตกรรม และนโยบายการใช้น้ำที่ไม่ยั่งยืน และการขาดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน

ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเป็นภูมิภาคที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมากที่สุดของโลก ประชากรทั้งหมดจะตกอยู่ใต้ความเสี่ยงสูงสุดภายในกลางศตวรรษ โดยจะกระทบต่อน้ำดื่มและอุตสาหกรรม และอาจจุดชนวนความขัดแย้งทางการเมือง และความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดจะอยู่ในภูมิภาคตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกา ที่คาดว่า จะมีความต้องการน้ำเพิ่มขึ้น 163% ภายในปี 2050

ประชากรโลก 25% เสี่ยงขาดแคลนน้ำมากที่สุด ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้ภัยแล้งและคลื่นความร้อนรุนแรงและยาวนานมากขึ้น ซึ่งทำให้มีปริมาณน้ำที่ไว้ใจได้น้อยลง และการขาดแคลนน้ำทำให้ประชาชนรอดชีวิตจากสภาพอากาศร้อนจัดได้ยากยิ่งขึ้น

รายงานแนะนำมาตรการหลากหลายเพื่อป้องกันความเสี่ยงขาดแคลน้ำกลายเป็นวิกฤตน้ำ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึง การอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและป่า เกษตรกรควรพัฒนาเทคนิคการรดน้ำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และผู้กำหนดนโยบายควรเน้นเรื่องแหล่งผลิตพลังงาน ที่ไม่พึ่งพาน้ำ เช่น แสงแดด และลม