สมัยก่อน เกษตรกรสวนกล้วยจะพ่นยาและปุ๋ยสองครั้งต่อเดือน โดยใช้แรงงานคน ซึ่งก็มักทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และเมื่อเข้าสู่หน้าฝน ที่กล้วยแตกหน่อมากขึ้น เกษตรกรก็ต้องจ้างคนงานมากขึ้น มาช่วยพ่นยา
การใช้โดรนจึงเป็นประโยชน์ เพราะสามารถกำหนดพิกัดที่จะพ่นยาได้อย่างแม่นยำ และยาฆ่าแมลงที่พ่นออกมาเป็นหยดเล็กๆ แต่ถี่ๆ จึงช่วยประหยัดปริมาณการใช้ยาฆ่าแมลงได้ถึง 70% ประหยัดการใช้น้ำถึง 80% ประหยัดการใช้ปุ๋ยถึง 60% เกษตรกรยังไม่ต้องทนแบกถังยาฆ่าแมลงไว้กลางหลัง ซึ่งจะทำให้สุขภาพได้รับผลกระทบในระยะยาว
ส่วนสวนทุเรียนในเวียดนามก็พึ่งพาโดรนเช่นกัน เพราะทุเรียนส่งออกต้องได้คุณภาพดี อีกทั้งยังมีข้อจำกัดเยอะเรื่องการพ่นยาและอื่นๆ ที่ต้องได้มาตรฐาน การใช้โดรนมาช่วยแบ่งเบาภาระ จึงทำให้เกษตรกรสวนทุเรียนขนาด 25 ไร่ในเวียดนาม ลดต้นทุนไปได้ถึง 60%
เกษตรกรรายนี้ ยังบอกว่า การรดน้ำพ่นยาสมัยก่อนจะใช้เวลานานถึง 8 ชั่วโมง แต่พอมีโดรนเข้ามาช่วย ก็ใช้เวลาเหลือแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น จากเดิมที่ต้องจ้างคนถึง 10 คน แต่ตอนนี้ ก็เหลือแค่ 2 คน ปัญหาการพ่นยาซ้ำกันในบางพื้นที่ หรือพ่นยาไม่ตรงจุด จึงไม่มีอีกเลย
การส่งออกผลไม้สดของเวียดนาม คาดว่า จะมีมูลค่าสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ ในปีนี้ ( 2023 ) หรือกว่า 1 แสน 3 หมื่นล้านบาท สูงขึ้นจากปีก่อนหน้า 20% โดยครึ่งหนึ่งเป็นการส่งออก แก้วมังกร กล้วย และทุเรียน การใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรเข้าช่วย น่าจะทำให้อนาคตการส่งออกผลไม้ของเวียดนามสดใสมากขึ้น
ส่วนฟาร์มอินโน ( ไทยแลนด์ ) โดยกลุ่มบริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจด้านนวัตกรรมการเกษตรของไทย ก็เปิดตัวการใช้โดรนรุ่นนี้จากประเทศจีน มาช่วยงานทางด้านการเกษตรเช่นกัน โดยเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา