นักวิเคราะห์มองว่า การทูตแบบทางผ่าน กลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อไต้หวันตอนนี้ เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่จีนประสบความสำเร็จในการลิดรอนพันธมิตรของไต้หวัน จนกระทั่งตอนนี้ เหลือเพียง 13 ประเทศที่รับรองไต้หวัน ดังนั้น การเยือนต่างประเทศโดยนัดพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศนั้น ระหว่างเปลี่ยนเครื่อง จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับไต้หวัน
ในขณะเดียวกัน ทางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็ออกมาตอบโต้ ด้วยการเชิญ หม่าอิงจิ่ว ประธานาธิบดีไต้หวันคนก่อน เยือนจีน โดยเขาได้เดินทางเยือน 5 เมืองของจีน แต่เห็นได้ชัด การเยือนครั้งนี้เป็นไปเพื่อกราบไหว้บรรพบุรุษในช่วงเทศกาลเชงเม้ง แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นการเยือนทางการเมืองด้วยเช่นกัน เพราะถือเป็นครั้งแรกที่อดีตประธานาธิบดีไต้หวัน ได้รับการเชื้อเชิญให้มาเยือนจีน นับจากไต้หวันก่อตั้งขึ้นมาในปี 1949
นักวิเคราะห์มองว่า จีนพยายามใช้ไม้อ่อนกับไต้หวัน หวังชนะใจคนที่นั่น และไม่ต้องการให้เกิดกระแสชาตินิยมพุ่งพรวดในไต้หวัน ในช่วงที่จะมีการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า ( 2024 )
ด้านอดีตประธานาธิบดี หม่าอิงจิ่ว ของไต้หวัน ทันทีที่เครื่องบินลงจอดที่เมืองหนานจิง สัปดาห์ก่อน เขาก็กล่าวว่า พวกเราทุกคนล้วนเป็นคนจีน คำพูดนี้แม้จะทำให้จีนพอใจ แต่แน่นอนว่า คนไต้หวันคงไม่เห็นด้วย จากมุมมองของนักวิเคราะห์ เพราะคนไต้หวันกว่า 60% มองว่า ตัวเองเป็นคนไต้หวัน ไม่ใช่คนจีน
แต่ผลสำรวจก็พบว่า คนไต้หวันกว่าครึ่ง มองว่า อาจเกิดสงครามกับจีน และหม่าอิงจิ่ว ก็พยายามจะทำให้คนไต้หวันเชื่อว่า พรรค ก๊กมินตั๋ง ของเขา ทำให้ไต้หวันเลี่ยงสงครามได้
แต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหา คือความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติยักษ์ใหญ่ คือ จีนและสหรัฐ ที่ดูจะเสื่อมถอยลงที่สุด นับจากสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์กันในปี 1979 ที่ผ่านมา สหรัฐแม้ว่า จะไม่เต็มใจนัก แต่ก็ยอมรับในนโยบายจีนเดียว และสิ่งนี้ก็การันตีสันติภาพในไต้หวันมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ จีนเริ่มเชื่อแล้วว่า สหรัฐกำลังจะเปลี่ยนความคิด
แม้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐจะบอกว่า เขาจะไม่ใช้ไต้หวันเป็นอาวุธเด็ดขาด และไม่สนับสนุนให้ไต้หวันแยกออกจากจีน แต่การที่ไต้หวันกับสหรัฐยังจัดให้มีการพบปะกันระหว่างผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูง ก็สร้างความแคลงใจให้จีนไม่น้อย