เนชั่นทีวี

Feature & Lifestyle

“ปวดคอ” อย่าคิดว่าเป็นแค่ออฟฟิศซินโดรม แพทย์เตือนเสี่ยง “หมอนรองกระดูกคอเสื่อม” โดยไม่รู้ตัว

22 พ.ค. 2569 | apirak_pra

“ปวดคอ” อย่าคิดว่าเป็นแค่ออฟฟิศซินโดรม แพทย์เตือนเสี่ยง “หมอนรองกระดูกคอเสื่อม” โดยไม่รู้ตัว

แพทย์เฉพาะทางเตือน อาการปวดคอเรื้อรังจากการก้มเล่นมือถือ เสี่ยงภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท ชี้ 3 สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ด่วน

อาการปวดคอ ปวดบ่า หรือปวดไหล่ กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคนวัยทำงานยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือก้มใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นเพียง “ออฟฟิศซินโดรม” หรืออาการเมื่อยล้าชั่วคราว จึงเลือกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้เข้ารับการตรวจรักษา

แต่ในความเป็นจริง อาการปวดคอเรื้อรังอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ “หมอนรองกระดูกคอเสื่อม” ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจลุกลามจนกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเดินผิดปกติได้

 

พฤติกรรมก้มหน้าเล่นมือถือ เร่งกระดูกคอเสื่อมเร็วขึ้น

นพ.ชุมพล คคนานต์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S-spine and Joint Hospital) ระบุว่า หนึ่งในพฤติกรรมสำคัญที่เร่งให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อม คือการก้มหน้าใช้โทรศัพท์มือถือ รวมถึงการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ในท่าที่ไม่เหมาะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน

โดยปกติศีรษะของคนเรามีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 5 กิโลกรัม แต่เมื่อก้มหน้าลงประมาณ 60 องศา แรงกดที่กระดูกคอจะเพิ่มขึ้นมากถึงประมาณ 27 กิโลกรัม เปรียบเสมือนมีเด็กอายุราว 8 ขวบนั่งอยู่บนต้นคอตลอดเวลา

แรงกดสะสมดังกล่าวจะส่งผลให้หมอนรองกระดูกคอเสื่อมเร็วขึ้น เกิดการกดเบียดเส้นประสาท และนำไปสู่อาการปวดเรื้อรังในที่สุด

“ปวดคอ” อย่าคิดว่าเป็นแค่ออฟฟิศซินโดรม แพทย์เตือนเสี่ยง “หมอนรองกระดูกคอเสื่อม” โดยไม่รู้ตัว

“หมอนรองกระดูกคอเสื่อม” คืออะไร

หมอนรองกระดูกคอ ทำหน้าที่เป็นตัวรองรับแรงกระแทกระหว่างกระดูกสันหลังส่วนคอ เมื่อใช้งานหนักหรือเสื่อมตามอายุ หมอนรองกระดูกอาจสูญเสียความยืดหยุ่น โป่งนูน หรือเคลื่อนตัวออกมากดทับเส้นประสาทและไขสันหลัง

ในระยะแรก ผู้ป่วยอาจมีเพียงอาการปวดตึงต้นคอหรือบ่าเท่านั้น แต่หากอาการรุนแรงขึ้น อาจเริ่มมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย

 

3 สัญญาณอันตราย ที่ไม่ควรมองข้าม

แพทย์เตือนว่า หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมกับอาการปวดคอ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าหมอนรองกระดูกเริ่มกดทับเส้นประสาทแล้ว

1. ปวดร้าวเหมือนไฟช็อต

อาการปวดไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณต้นคอ แต่ปวดร้าวลงสะบัก ไหล่ หรือแขน บางรายอาจปวดลามไปจนถึงปลายนิ้ว โดยเฉพาะเวลาเงยหน้า หรือเอียงคอ

ลักษณะอาการปวดมักคล้ายถูกไฟช็อต หรือมีความรู้สึกเสียวแปลบตามแนวแขน ซึ่งเป็นอาการที่บ่งชี้ว่าเส้นประสาทกำลังถูกกดทับ

2. มือชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง

เมื่อเส้นประสาทถูกกดทับมากขึ้น อาจเริ่มมีอาการชามือ หยิบจับสิ่งของไม่ถนัด ติดกระดุมลำบาก หรือทำของตกจากมือบ่อยกว่าปกติ

อาการเหล่านี้สะท้อนว่าการทำงานของเส้นประสาทเริ่มผิดปกติ และไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน

3. เดินเซ หรือขากระตุกเอง

ถือเป็นสัญญาณอันตรายระดับรุนแรง เพราะอาจหมายถึง “ไขสันหลัง” ถูกกดทับแล้ว

ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกเดินไม่มั่นคง ขาอ่อนแรง หรือมีอาการกระตุกโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนถาวร

นอกจากนี้ หากเวลาไอหรือจามแล้วมีอาการเสียววาบลงแขนหรือหลัง อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าหมอนรองกระดูกกำลังกดเบียดเส้นประสาทอย่างรุนแรง

“ปวดคอ” อย่าคิดว่าเป็นแค่ออฟฟิศซินโดรม แพทย์เตือนเสี่ยง “หมอนรองกระดูกคอเสื่อม” โดยไม่รู้ตัว

ปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ลดความเสี่ยงกระดูกคอเสื่อม

แม้การใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือจะหลีกเลี่ยงได้ยากในชีวิตประจำวัน แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับพฤติกรรมให้ถูกหลักสรีระ เช่น

  • ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ระดับสายตา
  • ยกมือถือขึ้นมาในระดับที่ไม่ต้องก้มคอนาน
  • หลีกเลี่ยงการนั่งท่าเดิมต่อเนื่องหลายชั่วโมง
  • ลุกเปลี่ยนอิริยาบถและยืดกล้ามเนื้อเป็นระยะ
  • ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อคอและหลัง

หนึ่งในท่าที่แพทย์แนะนำ คือการดันคางไปด้านหลัง ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วทำซ้ำ 10 ครั้ง เพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอชั้นลึก และลดแรงกดต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ

 

รักษาได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก

แพทย์ระบุว่า ผู้ป่วยจำนวนมากไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก โดยสามารถรักษาด้วยยา กายภาพบำบัด และการปรับพฤติกรรมร่วมกันได้

แต่หากมีอาการปวดร้าว ชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงต่อเนื่อง แพทย์อาจพิจารณาตรวจ MRI เพื่อดูตำแหน่งการกดทับของเส้นประสาทอย่างละเอียด ซึ่งช่วยให้วางแผนการรักษาได้แม่นยำมากขึ้น

ในกรณีที่จำเป็นต้องผ่าตัด ปัจจุบันมีเทคนิค MIS (Minimally Invasive Surgery) หรือการผ่าตัดแผลเล็ก ที่ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดการเสียเลือด และฟื้นตัวได้เร็วกว่าเดิม โดยแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียงประมาณ 0.5 เซนติเมตร ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถลุกเดินได้ภายในเวลาไม่นาน และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น

 

อย่าปล่อยให้อาการปวดคอกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง

แม้อาการปวดคอจะดูเป็นเรื่องเล็กที่พบได้ทั่วไปในวัยทำงาน แต่หากมีอาการเรื้อรัง หรือเริ่มมีอาการชาร้าวลงแขน มืออ่อนแรง หรือเดินผิดปกติ ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อมที่กำลังกดทับเส้นประสาท

การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรก ปรับพฤติกรรมการใช้งานร่างกายให้เหมาะสม และเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว