เนชั่นทีวี

Feature & Lifestyle

จับตา “ไวรัสตับอักเสบเอ” พื้นที่ภาคตะวันออก ยันข่าวลือโรงงานต้นตอเชื้อคลาดเคลื่อน

22 เม.ย. 2569

จับตา “ไวรัสตับอักเสบเอ” พื้นที่ภาคตะวันออก ยันข่าวลือโรงงานต้นตอเชื้อคลาดเคลื่อน

กรมควบคุมโรคเตือนเฝ้าระวัง "ไวรัสตับอักเสบเอ" ระบาดพื้นที่ภาคตะวันออก พบผู้ป่วยสะสมกว่า 600 ราย ชี้แจงข่าวลือโรงงานต้นตอเชื้อไม่เป็นความจริง แนะยึดหลักสุก-ร้อน-สะอาด

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังการระบาดของ "โรคไวรัสตับอักเสบเอ" หลังพบจำนวนผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นในหลายจังหวัดแถบภาคตะวันออก พร้อมเร่งสอบสวนโรคเชิงรุกเพื่อหาแหล่งรังโรคที่แท้จริง ขณะที่กระแสข่าวลือในโลกโซเชียลระบุโรงงานดังเป็นต้นตอ กรมฯ ยันตรวจไม่พบเชื้อในตัวอย่างสิ่งแวดล้อม

 

สถานการณ์ระบาด: วัยทำงานกลุ่มเสี่ยงหลัก

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) พบว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 20 เมษายน 2569 มีรายงานผู้ป่วยสะสมแล้วถึง 672 ราย แม้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่จำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถือเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง โดยจังหวัดที่พบการระบาดหนาแน่นที่สุดคือ ชลบุรี ตามด้วยระยอง กรุงเทพมหานคร และจันทบุรี

จากการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยทำงานและพนักงานบริษัท เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกบ้าน หรืออาศัยอยู่ในที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการแพร่กระจายเชื้อผ่านทางอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อน

สยบข่าวลือโรงงานต้นตอ: ผลตรวจแล็บยัน "ไม่พบเชื้อ"

ต่อกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ว่าโรงงานแห่งหนึ่งเป็นแหล่งเพาะเชื้อหลัก อธิบดีกรมควบคุมโรคชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อน ในข้อเท็จจริงคือเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบสวนโรคและขยายการค้นหาเชิงรุกภายในโรงงานตามขั้นตอนปกติ จึงทำให้พบผู้ป่วยเพิ่มเติม แต่ไม่ได้หมายความว่าโรงงานนั้นเป็นจุดกำเนิดของเชื้อ

ผลจากการเก็บตัวอย่างน้ำ น้ำแข็ง อาหาร และสิ่งแวดล้อมภายในโรงงานรวม 20 ตัวอย่างมาตรวจทางห้องปฏิบัติการ ไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสตับอักเสบเอแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังพบว่าระบบสุขาภิบาลของโรงงานมีมาตรฐาน มีการคัดกรองสุขภาพผู้ประกอบอาหารอย่างเข้มงวด ปัจจุบันเจ้าหน้าที่จึงยังต้องสืบค้นหาแหล่งรังโรคที่แท้จริงทั้งในโรงงานและชุมชนโดยรอบต่อไป

 

อาการน่าสงสัยและการแพร่เชื้อ

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า โรคนี้มีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 28–30 วัน ความน่ากลัวอยู่ที่ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อผ่านทางอุจจาระได้ตั้งแต่ 1–2 สัปดาห์แรกก่อนที่จะเริ่มแสดงอาการ ทำให้เกิดการระบาดจากคนสู่คนได้ง่ายผ่านการสัมผัสใกล้ชิด

อาการที่พบบ่อยประกอบด้วย:

  • มีไข้ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน

  • เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดตามข้อ

  • อาการเฉพาะโรค: ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ หรืออุจจาระสีซีด

ในรายที่รุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะตับวาย ไตอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้ ดังนั้นหากพบอาการเข้าข่ายข้างต้นควรรีบพบแพทย์ทันที

แนวทางป้องกันตามหลัก "สุก ร้อน สะอาด"

เนื่องจากไวรัสตับอักเสบเอติดต่อผ่านการกินเป็นหลัก กรมควบคุมโรคจึงเน้นย้ำมาตรการป้องกันตนเองที่ทำได้ง่ายแต่ได้ผลจริง ดังนี้:

  • สุก: รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ หลีกเลี่ยงของดิบ

  • ร้อน: อาหารที่ทำทิ้งไว้นานเกิน 2 ชั่วโมง ควรอุ่นให้ร้อนทั่วถึงก่อนทาน

  • สะอาด: ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนปรุงอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ เลือกน้ำดื่มและน้ำแข็งที่ได้รับมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ปิดสนิท

  • แยกของใช้: ใช้ภาชนะและอุปกรณ์ส่วนตัว ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น

สำหรับประชาชนที่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มเติม "วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ" ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถฉีดได้ในเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไปและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ที่ต้องเดินทางระหว่างประเทศบ่อยครั้ง

ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422