ดังมาจาก "ซีรี่ส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ" ซึ่งมิตินั้นก็จะเป็น LGBTQ เฉดสีของความรักมันไม่ได้จำกัดเพศบิวกิ้นมองเรื่องนี้ยังไงบ้าง ?
บิวกิ้น : ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้คนเรา 100 คน ก็ไม่เหมือนกันสักคน ทั้งเรื่องของตัวตนความชอบสิ่งที่เราเป็น ทุกวันนี้มันไม่มีเส้นของคำว่าถูกผิดหรือว่าค่านิยมแล้ว มันอาจจะมีเส้นของการให้เกียรติผู้อื่น หรือว่าเส้นของกฎหมายต่างๆ ที่เราอาจจะต้องใช้อยู่ร่วมกัน แต่หมายถึงเรื่องของเทสความชอบหรืออะไรต่างๆ ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้ฟรีด้อมมากในการที่เราจะชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ทำอะไรไม่ทำอะไร แค่ระลึกไว้ว่าเราทำสิ่งนี้โดยที่ไม่ได้ไปล้ำเส้นของคนอื่นก็พอ หมายถึงว่าเราจะชอบอะไรทำอะไร เราจะเป็นอะไรก็ได้ ที่เราภูมิใจที่จะเป็นแล้วมีความสุขที่จะทำจริงๆ มันหมดเวลาที่จะมาบอกว่าอันนั้นถูกอันนี้ผิด ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราจะมาตีเส้นให้กับสังคมทำไม ปล่อยให้ทุกๆ คนได้เป็นตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่รัก
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณและ พีพี ในตอนนี้เป็นแบบไหน ?
บิวกิ้น : ในความสัมพันธ์แบบพีพีสำหรับผม ผมมีพีพีคนเดียว คนที่เข้าใจเรา และผ่านการเดินทางที่มันพิเศษมากขนาดนี้ ผมรู้จักพีพีตั้งแต่ผมอายุ 16 เจอกันในที่เรียนพิเศษ แปลกมากผมกับพีพีสนิทกันเร็วมากในระยะเวลาเดือนเดียว เราสนิทกันเหมือนเป็นเพื่อนสนิท เรามีโอกาสได้เข้านาดาว ได้เข้ามาเล่นซีรี่ส์ หรือช่วงที่เขาทำ Artist Development เราก็จะเป็นคนที่อยู่ในเจเนอเรชั่นเดียวกัน มีโอกาสได้ทำอะไรไปพร้อมๆ กันตลอด
มันเลยทำให้เหมือนกับว่าสำหรับผม ทั้งตัวเราในพาร์ทของคนๆ หนึ่ง กับในพาร์ทของการทำงานตรงนี้ บวกกับตัวเราฐานะของคนมากกว่าเป็นแค่เพื่อน หมายถึงเขาเข้าใจสิ่งที่เราคิด เข้าใจมุมมองของเรา เหมือนเพื่อนคู่คิดของเรา เขาสนิทกับที่บ้านผมมากๆ จนปะป๊าผมบอกว่าเขาเป็นเหมือนลูกอีกคนหนึ่ง ความสัมพันธ์แบบนี้มีเขาคนเดียวที่ดูบังเอิญไปหมด อยู่ใกล้กันมากสนิทกันมาก เข้าใจเราไปหมด แล้วเราก็ร่วมเดินทางเติบโตมาตั้งแต่วันนั้นจนมาถึงวันนี้ ทำงานร่วมกัน มีอะไรเราก็ปรึกษากัน คิดถึงกัน คิดเผื่อกันตลอด
เวลาคู่กันแฟนคลับชอบมาก จิ้นมากๆ แต่ถ้าวันหนึ่งคุณต้องมีแฟนขึ้นมา เคยคิดไหมว่าความรู้สึกของคนที่เขาจับคู่ให้ไปแล้วจะยังไง ?
บิวกิ้น : ในแฟนคลับแต่ละคนผมว่าเขาก็จะมีความคาดหวังที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งแฟนคลับที่เขาชอบเรา ที่เขาชอบพีพี แล้วก็จะมีแฟนคลับที่ชอบ 2 คนอยู่ด้วยกันแยกกันไม่ได้ หรือชอบเรากับพีพีทั้งคู่แต่เคารพเราในฐานะของการเป็นแต่ละคนของทั้งคู่ แยกกันก็ไม่เป็นไรยังซัพพอร์ตทั้งคู่อยู่ มันมีหลายมิติมากๆ เลยครับ ผมว่าเราทุกวันนี้ไม่ว่าจะทำอะไร ในทุกการเดินทางของเราจะมีคนที่สมหวังและผิดหวังเสมอ
เพราะความคาดหวังมันหลากหลายมาก เราเคยเป็นคนที่เสพฟีดแบคมากๆ รู้สึกว่าจะทำยังไงดีให้คนที่รักเรา ซัพพอร์ตเราไม่ผิดหวัง ไม่ชอบทำให้ใครเสียใจหรือผิดหวัง พอเดินทางไปถึงจุดๆ หนึ่งที่เราเป็นวันนี้เราถอยออกมาก้าวหนึ่งแล้วมองภาพกว้าง รู้สึกว่าการเป็นบุคคลสาธารณะในวันนี้เวลามีคนคาดหวัง ไม่ว่าเราจะทำอะไรจะมีคนที่ใช่เลยกับคนที่ผิดหวังจังอยู่เสมอ
ผมเลยรู้สึกว่าเราถอยกลับมาดูตัวเราเองดีกว่าความรู้สึกของเราเองจริงๆ จะใช้ชีวิตอยู่กับการคาดหวังกับคนอื่นไปได้อีกเท่าไหร่ รู้สึกว่าในวันนี้เราก็จะทำความเข้าใจตัวเองให้มากขึ้น ชัดเจนกับตัวเองมากขึ้น ว่าสุดท้ายแล้วการที่เราจะเลือกทำอะไร เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราเลือก และเป็นสิ่งที่เราเป็นจริงๆ ลดความคาดหวังลง ทำทุกอย่างให้มันง่ายขึ้น ทำตามหัวใจมากขึ้นครับ
ร้องไห้ล่าสุดเมื่อไหร่ ?
บิวกิ้น : เดือนที่แล้ว ตอนนั้นไปทำงานในงานหนึ่งครับ เราตั้งใจมากๆ เป็นงานที่เราไม่เคยทำมาก่อน แล้วเป็นความฝันของเรา อยากจะทำมันให้ได้มากๆ พอเข้าไปทำแล้วเดินออกมาจากห้อง เรารู้สึกว่าเฟลมาก เพราะรู้สึกว่าทำมันไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าทำไมเราทำมันไม่ได้ กลับบ้านไปร้องไห้ เป็นเรื่องที่ติดอยู่ในหัวตลอดเวลา 2 อาทิตย์ ตั้งแต่ตื่นยันนอนจะคิดถึงแต่เรื่องนี้ แต่โชคดีมากที่เราได้มีโอกาสกลับไปทำมันอีกครั้งหนึ่ง พอทำออกมาก็ดีใจที่เราได้ทำอย่างเต็มที่ ผมไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันได้ไหมนะ แต่ถ้าถามใจเราในวันนั้นที่ได้กลับไปทำอีกครั้งรู้สึกว่าไม่คาใจแล้ว
ที่มา Woody FM