สำหรับเรื่องมรรยาทที่มีการร้องเข้ามาในวันนี้ แล้วเราจะพิจารณาอย่างไรนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะวันนี้เราพึ่งได้รับเป็นคดีมรรยาท ตามขั้นตอนจะต้องมีการสอบสวนก่อน เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและพิจารณาว่าผิดหรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาแล้วผิดมีขั้นตอนใดมีโทษสถานใด ตรงนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวน และคณะกรรมการมรรยาทจะเป็นผู้พิจารณา
ส่วนเรื่องการลงโทษ หากเมื่อสอบสวนแล้วได้ข้อยุติว่าทนายความคนใดที่ถูกกล่าวหา กระทำผิดว่าด้วยข้อบังคับของสภาทนายความว่าด้วยเรื่องมรรยาท ข้อใด จะมีบทลงโทษดังต่อไปนี้ คือ
1.ว่ากล่าวตักเตือน
2. ภาคทัณฑ์
3.พักใบอนุญาตสูงสุดไม่เกิน 3 ปี
4. ลบชื่อออกจากสารระบบทนายความ ตามพรบ.ทนายความปี 2528
สำหรับขั้นตอนหลังจากรับเรื่องร้องเรียนแล้ว หน้าที่ของตนและกรรมการสภาทนายความ ไม่ได้มีหน้าที่เข้าไปทำการสอบสวนเนื่องจากเป็นฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องแยกออกจากคณะกรรมการมรรยาททนายความ โดยเรื่องนี้ทางฝ่ายบริหารจะส่งเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการมรรยาททนายความจะเป็นผู้ดำเนินการ ตั้งกรรมการสอบสวนขึ้นมาพิจารณา หลังจากคณะกรรมการสอบสวนมีการพิจารณาแล้ว ก็จะส่งเรื่องกลับมายังกรรมการมรรยาททนายความ พิจารณาเห็นชอบ ข้อเท็จจริงอีกครั้งว่า เรื่องดังกล่าวสมควรจะลงโทษหรือไม่ มีความเหมาะสมหรือไม่ เสนอมายังกรรมการบริหารสภาทนายความกลั่นกรองเป็นขั้นตอนสุดท้าย
เมื่อถามถึงกรณีที่มีทนายความ ออกมาให้ความเห็นผ่านทางโซเชียล จนเป็นประเด็นในสังคมนั้น สภาทนายความ มองเรื่องนี้อย่างไร นายวิเชียร กล่าวว่า ทนายความสามารถให้ความเห็นทางกฎหมายได้ แต่การให้ความเห็นต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง อะไรก็ตามที่หมิ่นเหม่ หรือผิดข้อบังคับสภาทนายความ ต้องรับผิดชอบ ถ้าพูดในเรื่องที่ไม่สร้างสรรค์และเข้าข่ายผิดมรรยาททนายความ