นายปัญญา เปิดเผยอีกว่า อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของจำเลยที่ 4 แม้จะยังไม่พบความเชื่อมโยงไปถึงจำเลยที่ 1 ก็คือพระชาตรีก็ตาม แต่พระชาตรีเองได้เบิกความต่อศาลไว้ว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นเพียงผู้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้ไปเบิกเงินเท่านั้น โดยให้เหตุผลต่อศาลว่า มีการอนุมัติให้ถอนเงินเพื่อนำไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟ และค่าบำรุงกิจการของวัด
นอกจากนั้นยังยื่นฟ้องจำเลยที่ 4 กับศาลแขวงนนทบุรี พร้อมเขียนจดหมายแถลงต่อศาลให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้นำเงินมาคืนด้วย โดยเงินจำนวน 4.3 ล้านบาท ที่ถูกยักยอกไปนั้น ทางวัดก็ยังมีโอกาสจะได้คืน เนื่องจากคดีนี้มีอายุความถึง 20 ปี เมื่อเกิดการฟ้องร้องในปี 60 หมายความว่า อายุความจะสิ้นสุดในปี 80 สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการหาตัวจำเลยคนที่ 4 ที่เป็นผู้เซ็นรับเงินไป ถึงจะรู้เส้นทางว่า มีการกระจายโยกย้ายเงินไปที่ใครบ้าง
ฟังเสียงของทนายความถึงคดีพระชาตรียักยอกเงินวัด