กระทั่งได้เจอกับ “ควินซีย์ โจนส์” นักทำหนังและซิรีย์ ที่มีการชักชวนให้รับบทนำในซิรีย์ซิทคอมเรื่อง “The Fresh Prince of Bel-Air” ออกอากาศทางช่อง NBC ระหว่างปี 1990-1996 แม้เวลานั้น “วิล สมิธ” จะไม่มีประสบการณ์ด้านการแสดงเลย แต่กลับกลายเป็นประตูบานสำคัญในชีวิตเลยทีเดียว
โดยในปี 1993 เจ้าตัวได้รับบทเกย์หนุ่มในหนังเรือง “Six Degrees of Separation” ซึ่งนักวิจารณ์หลายคน มองว่า “วิล สมิธ” เป็นหนึ่งในนักแสดงที่น่าจับตามอง ก่อนที่ปี 1995 เจ้าตัวจะกลับมาโด่งดังเป็นพลุแตก จากการรับบทนำหนังแอ็คชั่นฟอร์มใหญ่ สไตล์คู่หูตำรวจอย่าง “Bad Boys” จากนั้นชีวิตการแสดงเป็นช่วงขาขึ้น
ปี 1996 “วิล สมิธ” รับบทน้ำในหนังเอเลียนบุกโลกฟอร์มยักษ์อย่าง “Independence Day” ก่อนที่ปีถัดมา (1997) จะรับบทนำในหนังสายลับเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเรื่อง “Men in Black”
แต่บทที่ทำให้ทุกคนรู้ว่า ชายที่ชื่อ “วิล สมิธ” มีดีเรื่องการแสดงมากแค่ไหน คงเป็นการรับบท “มูฮัมหมัด อาลี” นักชกผู้เป็นตำนาน จากเรื่อง “Ali” ที่ออกฉายเมื่อปี 2001 ซึ่งได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากเวทีออสการ์เมื่อปี 2002 แต่สุดท้ายอกหัก เช่นเดียวกับปี 2006 ที่ได้รับเสนอชื่อชิงรางวัลดังกล่าว จากหนังเรื่อง “The Pursuit of Happyness” ก่อนมาประสบความสำเร็จในปีนี้
ส่วนชีวิตครอบครัว “วิล สมิธ” เคยแต่งงาน 2 ครั้ง ครั้งแรกกับ “เชรี แซมปีโน่” มีลูกด้วยกัน 1 คน และครั้งที่ 2 กับ “จาดา พินเก็ต-สมิธ” มีลูกด้วยกัน 2 คน ซึ่งเป็นภรรยาคนปัจจุบัน ที่เพิ่งจะเป็นประเด็นดราม่าบนเวทีออสการ์ จนเกิดภาพ “ตบหน้า” ที่กำลังเป็นข่าวใหญ่อยู่ในเวลานี้
สำหรับผลงานหนังเรื่องอื่นๆ เช่น Wild Wild West (1999) , Bad Boys II (2003) , I Robot (2004) , Shark Tale (2004) (ให้เสียง) , Hitch (2005) , I Am Legend (2007) , Suicide Squad (2016) , Aladdin (2019) , Gemini Men (2019) , Spies in Disguise will smith (2020) เป็นต้น