อย่างไรก็ตาม หากตลาดหุ้นสามารถฟื้นตัวขึ้นได้ก็จะยังถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่หน่วยงานด้านรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ของจีนจะมีมูลค่าที่สูงขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้มูลค่าของบริษัทรัฐวิสาหกิจจีนปรับลดลงตามตลาดหุ้นจีนเช่นกัน
โดยในตลาดหุ้นจีนทั้งหมด มีบริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจจดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นคิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของมูลค่าตลาดทั้งหมดเมื่อรวมทั้งหุ้นจีน A Shares , H Shares และ หุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดต่างประเทศเข้าด้วยกัน
- ทางการจีนต้องใช้เงินจำนวนเท่าไหร่และนำเงินมาจากไหนถึงจะสามารถช่วยพยุงตลาดหุ้นได้
บทวิเคราะห์ที่จัดทำโดย Goldman Sachs คาดการณ์ว่าอย่างน้อยทางการจีนจะต้องใช้เม็ดเงินราว 180,000 -200,000 ล้านหยวน ซึ่งคิดเป็นราว 0.3% ของ Market Cap ทั้งหมด หากว่าต้องการสร้างเสถียรภาพและลดความผันผวนในตลาดหุ้นได้ในระยะสั้น
แต่หากนักลงทุนต่างชาติยังคงเทขายหุ้นจีนอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะมีความจำเป็นที่ทางการจีนต้องใช้เงินจำนวนมากกว่านั้น เนื่องจากปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นจีน H-Shares ราว $610,000 ล้านเหรียญ (4.3 ล้านล้านหยวน) และถือครองหุ้นจีน A-Shares ราว $138,000 ล้านเหรียญ ( 981,500 ล้านหยวน)
หากเทียบกับการเข้ามาซื้อหุ้นเพื่อพยุงตลาดหุ้นของทางการจีนเมื่อปี 2015 (ใช้เงินซื้อคิดเป็น 6.1% ของ freefloat market cap) เทียบกับมูลค่าของตลาดหุ้น ณ ปัจจุบัน เม็ดเงินที่ทางการจีนใช้ซื้อหุ้นจะคิดเป็นมูลค่าเงินสูงถึงราว 1.4 ล้านล้านหยวนเลยทีเดียว
- การที่รัฐบาลเข้ายื่นมือมาช่วยเหลือจะทำให้ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้นได้หรือไม่
ในอดีตไม่เพียงแต่ทางการจีนเท่านั้นที่เข้ามาช่วงพยุงตลาดหุ้น โดยรัฐบาลที่เคยเข้าซื้อหุ้นเพื่อช่วยพยุงตลาดเคยเกิดขึ้นที่ไต้หวันในปี 1990 ฮ่องกงในปี 1997 สหรัฐฯในปี 2008 และ จีนเองในปี 2015
ซึ่งที่ผ่านมาการเข้าซื้อหุ้นของรัฐบาลก็สามารถช่วยให้ตลาดหุ้นฟื้นได้ในระยะสั้น แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันเสมอไปว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นได้อย่างยั่งยืนและผ่านจุดต่ำสุดไปได้หลังจากนั้น โดยเมื่อปี 2015 เองที่ทางการจีนเคยเข้าซื้อหุ้นเพื่อพยุงตลาด ตลาดหุ้นจีนเองก็ปรับตัวลดลงต่อและจุดต่ำสุดเกิดขึ้นเกือบ 1 ปีต่อมาในปี 2016
สำหรับในครั้งนี้คาดว่าปัจจัยที่จะทำให้ตลาดหุ้นจีนผ่านจุดต่ำสุดและปรับตัวเพิ่มขึ้นได้น่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมามากกว่านี้ของรัฐบาลจีน ซึ่งมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพียงพอจะช่วยให้เศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นขึ้น และส่งผลมายังผลประกอบการของบริษัทจะทะเบียนของจีน ซึ่งจะกลับมามีกำไรเติบโตได้ดีอีกครั้ง
นอกจากนี้แล้วสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนอาจเป็นการจุดประกายให้นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนที่เป็นสถาบันหันกลับมาลงทุนในหุ้นจีนอีกครั้ง หลังจากที่เทขายหุ้นจีนออกไปในช่วงก่อนหน้านี้
แต่หากรัฐบาลยังไม่ได้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติมและเศรษฐกิจจีนยังคงอ่อนแอเหมือนในช่วงที่ผ่านมา การยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือจากทางการจีนก็คงเป็นได้แค่เพียงปัจจัยหนุนตลาดหุ้นได้ในระยะสั้นเท่านั้น...
บทความโดย : สวภพ ยนต์ศรี AFPT™ Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้