svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business thai

เปิด 3 เหตุผลดันหุ้นกลุ่ม Big Tech สหรัฐฯ ไปต่อ

15 ต.ค. 2566

ผลตอบแทนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม Big Tech ดีดปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีเหตุผลสนับสนุนที่จะทำให้ราคาหุ้นของกลุ่มดังกล่าวยังปรับขึ้นได้ต่อมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปีนี้หากดูเฉพาะผลตอบแทนของดัชนีทั้ง Nasdaq และ S&P500 จะพบว่าสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ดี แต่หากดูถึงราคาหุ้นของบริษัทที่อยู่ในดัชนีจะพบว่า ที่จริงแล้วหุ้นที่ส่งผลให้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นจำกัดอยู่เพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น

โดยเฉพาะหุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 7 บริษัทที่ถูกเรียกว่า “Magnificent 7” ซึ่งประกอบไปด้วย Apple , Microsoft , Amazon , Meta , Alphabet , Tesla และ Nvidia  ที่เป็นตัวหนุนให้ทั้งดัชนี Nasdaq และ S&P500 ปรับเพิ่มขึ้น

ซึ่งผลตอบแทนของดัชนี S&P500 ในปีนี้หากตัดหุ้น 7 บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ออกไป จะเหลือเพียง +4 % เท่านั้น แต่หากนับเฉพาะผลตอบแทนของ 7 บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ จะสูงถึง +55% (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2023) ซึ่งถึงแม้ว่าในปีนี้ บริษัทในกลุ่ม Big Tech จะปรับตัวเพิ่มขึ้นมามากแล้ว แต่ก็ยังมีเหตุผลสนับสนุนที่จะทำให้ราคาหุ้นของกลุ่ม Big Tech ยังปรับขึ้นได้ต่อ

โดยในวันนี้เราจะมาสำรวจ 3 ปัจจัยดังกล่าวกัน

1.กำไรของบริษัทกลับมาฟื้นตัวดีในระยะสั้นและระยะยาวยังโตโดดเด่น   ในช่วงตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา บริษัทกลุ่ม Big Tech ไม่ต่างจากบริษัทในกลุ่มอื่น ๆ คือกำไรของบริษัทไม่สามารถเติบโตได้ดีมากนักหลังจากเผชิญกับความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ผลประกอบการในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2023 ซึ่งจะเริ่มรายงานออกมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไป คาดว่าจะสามารถเริ่มกลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg ที่เก็บความเห็นจากนักวิเคราะห์ ระบุว่าอัตราการเติบโตกำไรของบริษัทในกลุ่ม Big Tech เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสเดียวกันของปี 2022 จะออกมาดังนี้ Nvidia+381% , Meta+126% , Amazon +91% , Alphabet +47% , Microsoft+13% , Apple +10% โดยมีเพียง Tesla ที่กำไรน่าจะหดตัวในไตรมาสนี้ที่ -27%

นอกจากนี้หากดูการเติบโตของกำไรในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ช่วงวันที่ 11 ตุลาคมปี 2013 จนถึงปี 2023 พบว่าบริษัท Big Tech ที่อยู่ในดัชนี Bloomberg Magnificent 7 Total Return Index กำไรสามารถเติบโตได้ถึงราว 1,090%

ขณะที่กำไรของบริษัทที่อยู่ในดัชนี S&P500 ทั้งหมด เมื่อเฉลี่ยแล้วจะสามารถเติบโตได้ราว 117% เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังมีอัตรากำไรที่โตได้โดดเด่นกว่าหุ้นในกลุ่มอื่น

2.ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นได้ถึงแม้ Bond yield ปรับเพิ่มขึ้น

ในสถานการณ์ปกติแน่นอนว่าราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีที่จัดอยู่ในกลุ่ม Growth มักจะแปรผกผันกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ในปีนี้ถึงแม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ฯ อายุ 10 ปีจะปรับเพิ่มขึ้นจากราว 3.7% มาอยู่ที่ราว 4.7% ( ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2023)

แต่ราคาหุ้นของกลุ่ม Big Tech ก็ยังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ เพราะนักลงทุนมองว่าบริษัทในกลุ่ม Big Tech มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และจะยังสามารถเอาตัวรอดผ่านพ้นความเสี่ยงในช่วงที่อาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย และดอกเบี้ยทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานไปได้

3.สถานะทางการเงินแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติ Dot Com Bubble


หากพูดถึงการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยี แน่นอนว่าความกลัวว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่เหมือนในปี 2000 นั้นมักจะมีเกิดขึ้นเสมอ เนื่องจากราคาหุ้นของกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวเพิ่มขึ้นมามากแล้วในปีนี้ แต่หากเทียบกันเมื่อนำ 7 บริษัทในกลุ่ม Big Tech ในปัจจุบัน

ซึ่งประกอบไปด้วย  Apple , Microsoft , Amazon , Meta , Alphabet , Tesla และ Nvidia  เทียบกับ 7 บริษัทที่เป็น Big Tech เมื่อปี 2000 โดยประกอบไปด้วย Microsoft , Cisco Systems , Intel , Oracle , IBM , Lucent และ Nortel networks

อย่างไรก็ตาม หากเทียบทั้งสัดส่วนการถือครองเงินสดเมื่อเทียบกับ Market Cap  อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน  ผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น , และอัตรากำไรสุทธิ พบว่ากลุ่ม Big Tech ในปัจจุบันมีอัตราส่วนที่ดีกว่าทั้งหมด

ซึ่งในช่วงที่เหลือของปี 2023 นี้ ถึงแม้ความเสี่ยงจากประเด็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญคอยกดดันตลาดหุ้นโดยรวม แต่เมื่อมองข้ามไปยังปี 2024 ที่ Fed น่าจะเริ่มหยุดขึ้นดอกเบี้ยและปรับลดดอกเบี้ยอย่างช้าก็ในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงผลประกอบการของบริษัทก็จะสามารถกลับมาเติบโตได้ดี โดยเฉพาะเมื่อเทียบจากฐานการเติบโตที่ไม่สูงมากนักในปี 2023 ยิ่งน่าจะส่งผลให้หุ้นในกลุ่ม Big Tech มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อ



ที่มาบทความ : โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™
Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้