2.ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นได้ถึงแม้ Bond yield ปรับเพิ่มขึ้น
ในสถานการณ์ปกติแน่นอนว่าราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีที่จัดอยู่ในกลุ่ม Growth มักจะแปรผกผันกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ในปีนี้ถึงแม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ฯ อายุ 10 ปีจะปรับเพิ่มขึ้นจากราว 3.7% มาอยู่ที่ราว 4.7% ( ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2023)
แต่ราคาหุ้นของกลุ่ม Big Tech ก็ยังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ เพราะนักลงทุนมองว่าบริษัทในกลุ่ม Big Tech มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และจะยังสามารถเอาตัวรอดผ่านพ้นความเสี่ยงในช่วงที่อาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย และดอกเบี้ยทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานไปได้
3.สถานะทางการเงินแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติ Dot Com Bubble
หากพูดถึงการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยี แน่นอนว่าความกลัวว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่เหมือนในปี 2000 นั้นมักจะมีเกิดขึ้นเสมอ เนื่องจากราคาหุ้นของกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวเพิ่มขึ้นมามากแล้วในปีนี้ แต่หากเทียบกันเมื่อนำ 7 บริษัทในกลุ่ม Big Tech ในปัจจุบัน
ซึ่งประกอบไปด้วย Apple , Microsoft , Amazon , Meta , Alphabet , Tesla และ Nvidia เทียบกับ 7 บริษัทที่เป็น Big Tech เมื่อปี 2000 โดยประกอบไปด้วย Microsoft , Cisco Systems , Intel , Oracle , IBM , Lucent และ Nortel networks
อย่างไรก็ตาม หากเทียบทั้งสัดส่วนการถือครองเงินสดเมื่อเทียบกับ Market Cap อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น , และอัตรากำไรสุทธิ พบว่ากลุ่ม Big Tech ในปัจจุบันมีอัตราส่วนที่ดีกว่าทั้งหมด
ซึ่งในช่วงที่เหลือของปี 2023 นี้ ถึงแม้ความเสี่ยงจากประเด็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญคอยกดดันตลาดหุ้นโดยรวม แต่เมื่อมองข้ามไปยังปี 2024 ที่ Fed น่าจะเริ่มหยุดขึ้นดอกเบี้ยและปรับลดดอกเบี้ยอย่างช้าก็ในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงผลประกอบการของบริษัทก็จะสามารถกลับมาเติบโตได้ดี โดยเฉพาะเมื่อเทียบจากฐานการเติบโตที่ไม่สูงมากนักในปี 2023 ยิ่งน่าจะส่งผลให้หุ้นในกลุ่ม Big Tech มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อ
ที่มาบทความ : โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™
Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้