เนชั่นทีวี

Business thai

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังน่าลงทุนต่อไหม ! กลุ่มไหนโตโดดเด่น

12 พ.ย. 2566 | sukanya_san

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังน่าลงทุนต่อไหม ! กลุ่มไหนโตโดดเด่น

ผลประกอบการไตรมาส 3/66 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาดีขึ้น หลังผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยบริษัทกว่า 81% มีกำไรต่อหุ้นกลับมาเติบโตที่ระดับ 3.7% หุ้นกลุ่มไหนที่ยังไปต่อ ตลาดหุ้นสหรัฐฯยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่ ไปไขคำตอบกันเลย

หลังจากที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในดัชนี S&P500 โดยภาพรวม มีผลกำไรต่อหุ้นออกมาไม่เติบโตถึง 3 ไตรมาสติดต่อกัน ไล่เรียงตั้งแต่ ไตรมาสที่ 4 ปี 65 จนถึง ไตรมาสที่ 2 ของปี 66 แต่ดูเหมือนว่าความย่ำแย่ของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ จะผ่านพ้นช่วงจุดต่ำสุดไปแล้ว เนื่องจากบริษัทจำนวนกว่า 81% ที่ประกาศผลประกอบการในไตรมาสที่ 3/66 ออกมาแล้ว โดยภาพรวมมีกำไรต่อหุ้นกลับมาเติบโตที่ระดับ 3.7%

โดยหากเทียบผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาจริงกับผลประกอบการที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้นั้น มีบริษัทถึงจำนวน 82% จากทั้งหมด ที่ประกาศผลประกอบการออกมาดีกว่าที่คาด ถือว่ามากกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง ซึ่งอยู่ที่ 77% และมากกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง ซึ่งอยู่ที่ 77% รวมถึงจะถือว่าเป็นจำนวนบริษัทที่ประกาศผลการดำเนินงานออกมาดีกว่าที่คาดมากที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 65  ซึ่งอยู่ที่ราว 82% ใกล้เคียงกัน

ทั้งนี้หากเทียบมูลค่าการเติบโตของกำไรต่อหุ้นนั้น โดยภาพรวมตัวเลขที่ประกาศออกมาจริงจะดีกว่าที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ราว 7.1% แต่ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังซึ่งอยู่ที่ 8.5% แต่มากกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลังซึ่งอยู่ที่ 6.6%    

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังน่าลงทุนต่อไหม ! กลุ่มไหนโตโดดเด่น

ด้านผลประกอบการแยกตามรายกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น มี 8 จาก 11 กลุ่มที่มีกำไรต่อหุ้นเติบโต โดยมีเพียง 3 กลุ่มเท่านั้นที่กำไรหดตัว คือ กลุ่ม Energy , Healthcare และ Materials ส่วนกลุ่มที่มีกำไรต่อหุ้นเติบโตโตได้อย่างโดดเด่นถึงเลขระดับ 2 หลัก มี 4 กลุ่มด้วยกันคือ Communication Services (+42.2%) , Consumer Discretionary (+40.9%) , Financials (+18.1%) และ Technology (+10.9%)

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทเทคโนโลยี อาทิ Meta , Alphabet , Microsoft และ Amazon ที่กระจายอยู่ใน 3 กลุ่ม คือ Communication Services, Consumer Discretionary และ Technology ยังมีกำไรเติบโตได้อย่างโดดเด่น สอดคล้องกับราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี

ส่วนกลุ่ม Financials นั้นยังคงได้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่อง จากช่วงที่ดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นและทรงตัวอยู่ในระดับสูง


ซึ่งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง
เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสะท้อนของภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง และความกังวลว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้น ดูเหมือนว่าจะลดลงเรื่อย ๆ และยิ่งหากเจาะลงไปดูรายละเอียดแยกตามรายได้ของบริษัทที่มาจากในประเทศและนอกประเทศจะพบว่า บริษัทที่มีรายได้เกิน 50% มาจากในประเทศสหรัฐฯ เอง มีกำไรต่อหุ้นเติบโตได้ที่ราว 7.9% ซึ่งมากกว่าภาพรวมการเติบโตของทุกบริษัทในดัชนี S&P500 ที่ 3.7%

ส่วนบริษัทที่พึ่งพารายได้จากต่างประเทศเป็นหลักเกินกว่า 50% นั้น กลับมีกำไรต่อหุ้นหดตัวที่ราว-3.8% สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ หลายประเทศทั้ง จีน และกลุ่มประเทศในยุโรป ที่ยังคงมีทิศทางที่ไม่ดีมากนัก

อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามไปถึงช่วงไตรมาสที่ 4 ตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอยู่ในดัชนี S&P500 นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า โดยภาพรวมจะยังเติบโตได้ที่ราว 3.9%

กลุ่ม Communication Services (+43.2%), Consumer Discretionary (+23.1%) , และ Technology (+13.9%) ยังคงจะเป็นกลุ่มที่กำไรต่อหุ้นเติบโตได้ในระดับเลข 2 หลักอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่ม Financials คาดว่าจะเติบโตเหลือเพียง 4% เท่านั้น

โดยในช่วงที่บริษัทจดทะเบียนประกาศผลประกอบการช่วงไตรมาสที่ 3/66 ออกมา มี 271 บริษัทที่ออกมาให้มุมมองและคาดการณ์ผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปีต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า โดยมีถึง 125 บริษัท ที่ให้มุมมองผลประกอบการระยะข้างหน้าในแง่ลบ และมี 146 บริษัท ที่ให้มุมมองผลประกอบการในระยะข้างหน้าในแง่บวก

และหากจะมองข้ามไปจนถึงในปีหน้า นักวิเคราะห์คาดว่าผลประกอบการโดยรวมของบริษัทในดัชนี S&P500 จะมีกำไรต่อหุ้นกลับมาเติบโตได้ในระดับเลข 2 หลักอีกครั้งที่ 11.9%

โดยกลุ่มที่คาดว่าจะมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะมีกำไรเติบโตได้อย่างโดดเด่นคือ

- Healthcare (+18.4%)

- Communication Services (+17.2%)

- Technology (+15.8%)

- Consumer Discretionary (+12.6%)


ดังนั้นจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P500 ที่ออกมาในไตรมาสที่ 3/66 และตัวเลขคาดการณ์ในระยะข้างหน้าตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ไปจนถึงภาพรวมทั้งปีหน้า จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากลุ่มที่มีกำไรเติบโตได้อย่างโดดเด่นก็ยังเป็น บริษัทเทคโนโลยีที่กระจายอยู่ใน 3 กลุ่ม คือ Communication Services, Consumer Discretionary และ Technology

ดังนั้นถึงแม้ว่าราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาดีต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี แต่ก็ยังคงมีปัจจัยหนุนที่อาจจะทำให้ราคาหุ้นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อจากผลประกอบการที่ยังคงออกมาเติบโตได้อย่างโดดเด่นนั่นเอง

 

 

ที่มา : บทความโดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™ Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้

ข่าวล่าสุด