อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามไปถึงช่วงไตรมาสที่ 4 ตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอยู่ในดัชนี S&P500 นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า โดยภาพรวมจะยังเติบโตได้ที่ราว 3.9%
กลุ่ม Communication Services (+43.2%), Consumer Discretionary (+23.1%) , และ Technology (+13.9%) ยังคงจะเป็นกลุ่มที่กำไรต่อหุ้นเติบโตได้ในระดับเลข 2 หลักอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่ม Financials คาดว่าจะเติบโตเหลือเพียง 4% เท่านั้น
โดยในช่วงที่บริษัทจดทะเบียนประกาศผลประกอบการช่วงไตรมาสที่ 3/66 ออกมา มี 271 บริษัทที่ออกมาให้มุมมองและคาดการณ์ผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปีต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า โดยมีถึง 125 บริษัท ที่ให้มุมมองผลประกอบการระยะข้างหน้าในแง่ลบ และมี 146 บริษัท ที่ให้มุมมองผลประกอบการในระยะข้างหน้าในแง่บวก
และหากจะมองข้ามไปจนถึงในปีหน้า นักวิเคราะห์คาดว่าผลประกอบการโดยรวมของบริษัทในดัชนี S&P500 จะมีกำไรต่อหุ้นกลับมาเติบโตได้ในระดับเลข 2 หลักอีกครั้งที่ 11.9%
โดยกลุ่มที่คาดว่าจะมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะมีกำไรเติบโตได้อย่างโดดเด่นคือ
- Healthcare (+18.4%)
- Communication Services (+17.2%)
- Technology (+15.8%)
- Consumer Discretionary (+12.6%)
ดังนั้นจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P500 ที่ออกมาในไตรมาสที่ 3/66 และตัวเลขคาดการณ์ในระยะข้างหน้าตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ไปจนถึงภาพรวมทั้งปีหน้า จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากลุ่มที่มีกำไรเติบโตได้อย่างโดดเด่นก็ยังเป็น บริษัทเทคโนโลยีที่กระจายอยู่ใน 3 กลุ่ม คือ Communication Services, Consumer Discretionary และ Technology
ดังนั้นถึงแม้ว่าราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาดีต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี แต่ก็ยังคงมีปัจจัยหนุนที่อาจจะทำให้ราคาหุ้นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อจากผลประกอบการที่ยังคงออกมาเติบโตได้อย่างโดดเด่นนั่นเอง
ที่มา : บทความโดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™ Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้