ทางด้านตลาดค่าเงินนั้น เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงหนัก เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดลดความกังวลต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด “Higher for Longer” พร้อมลดสถานะการถือครองเงินดอลลาร์ โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ดิ่งลงหนักใกล้ระดับ 104 จุด (กรอบ 104-105.6 จุด)
ส่วนราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่คลายกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งส่งผลให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ต่างปรับตัวลดลงหนัก ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค.) พุ่งขึ้นแรง กลับสู่โซนแนวต้าน 1,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำก็ถูกจำกัดไว้ หลังบรรยากาศในตลาดการเงินก็กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง อีกทั้งปัจจัยเสี่ยงสงครามอิสราเอล-กลุ่มฮามาส ก็ลดลงไปมากแล้ว ทำให้ผู้เล่นในตลาดใช้จังหวะการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในการทยอยขายทำกำไร ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าว ก็มีส่วนช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น
สำหรับวันนี้ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือนของจีน (ช่วง 9.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า เศรษฐกิจจีนแม้จะมีการฟื้นตัวที่ดีขึ้น ในเดือนตุลาคม สะท้อนผ่านยอดค้าปลีกที่อาจโต +7.7%y/y ส่วนยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) อาจขยายตัว +4.5% และ +3.1% ตามลำดับ โดยหากรายงานข้อมูลดังกล่าวออกมาดีกว่าคาด ก็อาจส่งผลให้เงินหยวนจีน รวมถึงสกุลเงินฝั่งเอเชีย สามารถทยอยแข็งค่าขึ้นได้
ถัดมาในช่วงบ่าย ราว 14.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI อังกฤษ ในเดือนตุลาคม โดยหากอัตราเงินเฟ้อชะลอลงต่อเนื่อง ก็อาจเป็นสัญญาณว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) มีแนวโน้มที่จะจบรอบการขึ้นดอกเบี้ยแล้วเช่นกัน หลังภาพรวมเศรษฐกิจก็มีการชะลอตัวลงมากขึ้น
อีกไฮไลท์สำคัญ ที่อาจส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวนได้ จะอยู่ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย โดยผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม ซึ่งหากออกมาแย่กว่าคาด โดยเฉพาะในส่วนของยอดค้าปลีกพื้นฐานและ Control Group ก็จะสะท้อนภาพการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดยิ่งเชื่อว่า เฟดได้จบรอบการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว
นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ว่าสภาคองเกรสจะสามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะ Government Shutdown ได้หรือไม่ พร้อมกับรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทค้าปลีก อาทิ Target, TJ Max ซึ่งจะช่วยสะท้อนภาพการใช้จ่ายในฝั่งสหรัฐฯได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา นั้น “เร็ว” “แรง” กว่าที่เราประเมินไว้มาก ( คาดว่าเงินบาทอาจติดอยู่แถวโซนแนวรับ 35.85 บาทต่อดอลลาร์) ทำให้เรามองว่า โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจชะลอลงได้บ้าง ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาณเชิงเทคนิคัลใน Time Frame ระยะสั้น
อย่างไรก็ดี ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทก็อาจแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจีนออกมาดีกว่าคาด และหนุนให้ ทั้งเงินหยวน รวมถึงสกุลเงินฝั่งเอเชียแข็งค่าขึ้น นอกจากนี้ ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติก็อาจกลับมาเป็นฝั่ง “ซื้อสุทธิ” ได้ โดยเฉพาะในฝั่งตลาดบอนด์ หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวลงหนักในช่วงคืนที่ผ่านมา ขณะที่ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นอาจยังมีความผันผวนและมีทิศทางไม่ชัดเจน
ทั้งนี้หากเงินบาทแข็งค่าหลุดโซนแนวรับหลัก 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โซนแนวรับถัดไป อาจอยู่ในช่วง 35.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต้องรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจของจีน รวมถึง รายงานข้อมูลยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ในคืนนี้ แต่หากเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลง ประเมินว่าเงินบาทก็อาจติดโซนแนวต้านแถว 35.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ในช่วงนี้ทุกสินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และนอกเหนือจากการใช้เครื่องมือดังกล่าว การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.40-35.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ