ส่วนของราคาทองคำการปรับตัวลงของทั้งบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และเงินดอลลาร์ได้ส่งผลให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค.) สามารถรีบาวด์ขึ้นมาได้และแกว่งตัวใกล้ระดับ 1,870 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำดังกล่าว อาจหนุนให้ผู้เล่นในตลาดทยอยขายทำกำไรได้ และโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น
สำหรับวันนี้ผู้เล่นในตลาดจะยังคงติดตามสถานการณ์สงครามระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮามาส ว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น หรือ สงครามจะขยายวงกว้างจนกระทบทั้งภูมิภาคตะวันออกกลางหรือไม่
นอกจากนี้ส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งอาจช่วยสะท้อนแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในฝั่งสหรัฐฯ ได้ และที่สำคัญ ตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึง รายงานการประชุมเฟดล่าสุด (FOMC Meeting Minutes)
ด้านแนวโน้มของค่าเงินบาทมองว่า โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทนั้นกลับมาได้เร็วกว่าที่เราคาดไว้ หลังเงินบาทสามารถทยอยแข็งค่าผ่านโซนแนวรับ 36.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และโซน 36.60บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์และการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ
นอกจากนี้การแข็งค่าขึ้นของสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ในช่วงนี้ ก็หนุนให้ผู้เล่นบางส่วนทยอยขายเงินเยนญี่ปุ่นออกมาบ้าง (JPYTHB เกือบแตะระดับ 24.80 บาทต่อ 100 เยน ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม) อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจชะลอลงบ้าง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครอง จนกว่าจะรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสฯ นี้
อย่างไรก็ตาม ภาวะสงครามที่เกิดขึ้น หากทวีความรุนแรงมากขึ้น หรือ สงครามขยายวงกว้าง ก็อาจส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งภาพดังกล่าวอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ หรือ อย่างน้อยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท จากความกังวลแนวโน้มการขาดดุลการค้า ซึ่งจะกดดันแนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย
ขณะเดียวกัน ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติก็อาจยังมีความผันผวนอยู่ (ล่าสุด นักลงทุนต่างชาติยังมีลักษณะการซื้อสุทธิ สลับกับการขายสุทธิ) ส่วนบรรดาผู้นำเข้า ก็อาจรอทยอยซื้อเงินดอลลาร์บ้าง หลังเงินบาทสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้
ทั้งนี้ประเมินโซนแนวต้านของเงินบาทไว้แถว 37.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทอาจไม่ได้อ่อนค่าไปมากกว่า 37.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ตามที่เราได้ประเมินไว้ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน) ขณะที่ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นต่อได้ จนหลุดโซนแนวรับ 36.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ชัดเจน ก็อาจเห็นการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซน 36.25-36.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ไม่ยาก
โดยมีความเป็นไปได้ว่า การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจนหลุดโซน 37.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนเริ่มกลับมาเป็นฝั่ง Long THB (มองเงินบาทแข็งค่าขึ้น) หากให้จุด stop loss ที่ 37.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จุดเริ่มขายทำกำไร แถว 36.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับทุกสินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง จากทั้งความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงิน ความกังวลแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 36.35-36.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ