ขณะที่ตลาดบอนด์ Dot Plot ใหม่ของเฟดที่สะท้อนแนวโน้มว่าเฟดอาจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นานกว่าคาด (เดิมเฟดอาจลดดอกเบี้ยลงราว -100bps ใน Dot Plot ก่อนหน้า แต่ Dot Plot ใหม่ชี้ว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยลงเพียง -50bps) และมุมมองของเฟดที่อาจมีสมมติฐาน “No Landing” ต่อภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้หนุนให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4.40% (สอดคล้องกับมุมมองที่เราได้คาดการณ์ก่อนหน้า!)
ทั้งนี้มองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจแกว่งตัว sideway ในระดับสูงไปจนกว่า ตลาดจะทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ซึ่งหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจไม่ได้สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่ “สดใส” อย่างที่เฟดคาดการณ์ไว้ โดยมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็มีโอกาสปรับตัวลดลงได้พอสมควร เช่น อาจลงมาทดสอบระดับ 4% ได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ในระยะสั้น อาจมีความเสี่ยงจากทิศทางนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักอื่น ๆ ทั้ง BOE และ BOJ ที่อาจส่งผลให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวยังเคลื่อนไหวผันผวนได้
ทางด้านตลาดค่าเงินนั้น เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หนุนโดยแนวโน้มเฟดอาจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นานกว่าคาด นอกจากนี้เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนจากความต้องการถือเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรง ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 105.5 จุด (กรอบ 104.6-105.5 จุด)
ส่วนราคาทองคำนั้นพบว่า การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของทั้งบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และเงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค.) ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซนแนวต้าน 1,970 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ก่อนที่จะย่อตัวลงใกล้ระดับ 1,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง ซึ่งมองว่าผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจยังคงเข้าซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง
สำหรับวันนี้หลังจากที่ผู้เล่นในตลาดได้รับรู้ผลการประชุม FOMC ในช่วงเช้าตรู่ไปแล้ว โดยผู้เล่นในตลาดจะกลับมาให้ความสนใจ ต่อผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) หลังจากที่ล่าสุด รายงานอัตราเงินเฟ้ออังกฤษที่ชะลอลงกว่าคาด สู่ระดับ 6.7% (อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงสู่ระดับ 6.2%) ทำให้ตลาดเริ่มประเมินว่า BOE อาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.25%
อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้ออังกฤษยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้ง แรงกดดันเงินเฟ้อจากค่าจ้างก็ยังมีอยู่ (wage growth ล่าสุดยังคงสูงกว่า +8.5%y/y) ทำให้ BOE อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 5.50% ทั้งนี้ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ การส่งสัญญาณของ BOE ว่าพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อหรือไม่ และ BOE มีมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจอย่างไร
ส่วนฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ซึ่งอาจส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาทยอมรับว่า เงินบาทอาจอ่อนค่าไปได้มากกว่าที่เราเคยประเมินไว้ และเงินบาทอาจอยู่ในโซนอ่อนค่าได้นานกว่าคาด (Weaker for Longer) ตามทิศทางเงินดอลลาร์ที่ยังคงได้แรงหนุนจากแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นานขึ้นกว่าคาดของเฟด
นอกจากนี้เงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันจากโฟลว์ขายสินทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ หลังบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมเสี่ยงที่จะยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) และนักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบกลับเข้ามาซื้อสินทรัพย์ไทยในระยะสั้นนี้
อย่างไรก็ตาม ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม BOE (ในช่วงเวลาราว 18.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจตอบรับการขึ้นดอกเบี้ยของ BOE ที่สวนทางกับคาดการณ์ของตลาดในเชิงลบได้
โดยตลาดอาจตีความว่า การเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ BOE อาจยิ่งกดดันให้เศรษฐกิจอังกฤษชะลอตัวลงมากขึ้น ส่งผลให้เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) เสี่ยงที่จะอ่อนค่าลงต่อ ซึ่งภาพดังกล่าวได้เกิดขึ้นหลังการประชุม ECB ล่าสุด ที่เงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลง แม้ว่า ECB จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม
นอกจากนี้การอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทะลุทุกโซนแนวต้านที่ประเมินไว้ ทำให้มีโอกาสที่เงินบาทอาจอ่อนค่าต่อทดสอบโซน 36.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยประเมินว่าในโซนดังกล่าวไปจนถึงช่วง 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในเชิง Valuation ค่าเงินบาทถือว่า “Undervalued” หรือ ถูกพอสมควร ทำให้มีโอกาสที่เงินบาทอาจเริ่มแกว่งตัว sideways หรือ พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ หากปัจจัยกดดันฝั่งอ่อนค่าเริ่มเปลี่ยนแปลงไป
ขณะที่โซนแนวรับในช่วงนี้อาจสูงถึง 36.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จนกว่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าได้ชัดเจน โดยจะมีโซน 35.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นแนวรับถัดไป
ทั้งนี้เห็นว่าทุกสินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง จากทั้งความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงิน ความกังวลแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 36.15-36.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ