เนชั่นทีวี

Business thai

จับตา "เงินบาทอ่อนค่า" เกิดจากสาเหตุอะไร

10 ก.ย. 2566 | sukanya_san

จับตา "เงินบาทอ่อนค่า" เกิดจากสาเหตุอะไร

เงินบาทในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอ่อนค่าสุดในภูมิภาคทุบสถิติใหม่รอบ 2 เดือนกว่า ส่วนสาเหตุเกิดจากปัจจัยอะไร ชี้แนวโน้มมีโอกาสทะลุ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้หรือไม่ เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยต่อไหม ตามไปดูกันเลย

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ Nation Online ว่า  เงินบาทในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอ่อนค่าในรอบ 2 เดือนกว่า แตะระดับ 35.64 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยสาเหตุที่เงินบาทอ่อนเกิดจาก

1.การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลของผู้เล่นในตลาดว่า เฟดอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ หรือ เฟดอาจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นาน ซึ่งประเด็นดังกล่าว ยังกดดันให้ ราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และเราเห็นโฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัวกลับเข้ามาบ้างในช่วงนี้ โดยโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนกดดันเงินบาท

2. มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กังวลต่อแนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ยอดการส่งออกยังคงซบเซา นอกจากนี้ เราคาดว่า ในช่วงราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวขึ้น พร้อมกับการอ่อนค่าของเงินบาท อาจส่งผลให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงานมีการเร่งซื้อน้ำมันในช่วงนี้ได้

3. แรงกดดันจากการอ่อนค่าลงของเงินหยวนจีน ท่ามกลางความกังวลการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีน

4. ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่ยังมีทิศทางไม่แน่นอน

- แนวโน้มมีโอกาสแตะ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้หรือไม่

 จากการประเมินแนวต้านสำคัญของเงินบาทไว้แถว 35.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และคงมุมมองเดิมตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน ซึ่งเราได้คาดการณ์ว่า โซน 35.85-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจเป็นจุดอ่อนค่าสุดของเงินบาทในปีนี้ จากเหตุผลด้านการประเมินมูลค่าของเงินบาท (valuation) จากดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (REER) นอกจากนี้ โซน 35.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจยังเป็นช่วงที่บรรดาผู้ส่งออกต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์อยู่ ทำให้การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป

จับตา "เงินบาทอ่อนค่า" เกิดจากสาเหตุอะไร

อย่างไรก็ดี เรามองว่าเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ หากเงินบาทเผชิญทั้ง

1.การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ โดยอาจต้องเห็นดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นทะลุจุดสูงสุดในปีนี้ แถว 105.5 จุดขึ้นไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ หากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นมากกว่าคาด และ Dot Plot ใหม่ของเฟดยังคงย้ำจุดยืนเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ

2. ตลาดยิ่งกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจจีน กดดันให้เงินหยวนอ่อนค่าหนักทะลุแนวต้านสำคัญ 7.35 หยวนต่อดอลลาร์ เปิดทางให้เงินหยวนอ่อนค่าต่อสู่ระดับ 7.40-7.50 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

 3. ตลาดยิ่งกังวลโอกาสเกิดภาวะ stagflation ในยุโรป จากข้อมูลเศรษฐกิจยุโรปที่อ่อนแอ่ และภาพเศรษฐกิจจีนที่ซบเซามากขึ้น

 4. นักลงทุนต่างชาติแห่ขายสินทรัพย์ไทยต่อเนื่อง

-  มุมมองต่อเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อหรือไม่

คงมุมมองเดิมว่า เฟดได้จบรอบการขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วที่ระดับ 5.25-5.50% เนื่องจากภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงมากขึ้น อีกทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งตลาดแรงงานก็ทยอยลดลง ตามภาพตลาดแรงงานที่ชะลอลงและตึงตัวน้อยลง

ส่วนฝั่งไทย เรายังคงมองว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% หลังอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบเป้าหมาย นอกจากนี้ นโยบายช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาลใหม่ก็อาจช่วยคุมเงินเฟ้อไม่ให้เร่งตัวขึ้นไปมากได้ ขณะเดียวกัน ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็ยังมีความน่ากังวลอยู่

ทั้งนี้ไม่ปิดโอกาส กนง. เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อสู่ระดับ 2.50% โดยให้โอกาสเกิด 45% ซึ่งเหตุผลหลัก อาจเป็นความต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ในจังหวะที่ภาพเศรษฐกิจและตลาดการเงินยังเอื้ออำนวยต่อการขึ้นดอกเบี้ย

- ดุลการค้าของไทยจะขาดดุลมากขึ้นหรือไม่

 ปัจจัยที่เริ่มกลับมากดดันดุลการค้า คือ ภาวะเศรษฐกิจคู่ค้าที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง และภาพเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่เราคาดหวัง นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมาก็อาจยิ่งกดดัน ดุลการค้าของไทย เนื่องจากประเทศไทยก็เป็นประเทศ net importers ของพลังงาน และสถิติในอดีตที่ผ่านมาก็สะท้อนว่า การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน สามารถกดดันดุลการค้าได้

ทั้งนี้หากมองภาพดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงประเมินว่าในปีนี้ อาจเห็นดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุล ไม่น้อยกว่า +1% ของ GDP หนุนโดยการฟื้นตัวต่อเนื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งประเมินว่า อาจมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 29 ล้านคน ขณะที่ปัจจัยกดดันดุลการบริการในช่วงก่อนหน้า อย่าง ค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ ก็ปรับตัวลดลงมาพอสมควร จนไม่น่าจะเป็นปัจจัยกดดันดุลการบริการได้

น.ส. รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยกับ Nation Online ว่า  ค่าเงินบาทสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 35.25-35.85  บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ   ติดตามดัชนีราคาผู้บริโภคและยอดค้าปลีกเดือนส.ค.ของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลต่อการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยเฟดต่อไป เรายังให้ขาบนที่ 35.85 ก่อนนะคะ นอกจากนี้ ยังมีการประชุมธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี)ซึ่งคาดว่าอาจมีมติคงดอกเบี้ยในรอบนี้

สำหรับการเคลื่อนไหวของสกุลเงินในภูมิภาคในช่วง 1 ก.ย. -8 ก.ย.พบว่า บาท-ไทยอ่อนค่ามากสุด 1.56% รองลงมาเป็นหยวน-จีน 1.15% ดอลลาร์-สิงคโปร์ 0.84%ริงกิต-มาเลเซีย 0.80% วอน-เกาหลีใต้ 0.77%รูเปียห์ -อินโดนี เซีย  0.74%ดอลลาร์-ไต้หวัน  0.49% รูปี-อินเดีย 0.45% ดอง-เวียดนาม 0.04%  เปโซ-ฟิลิปปินส์  0.01%

สาเหตุที่เงินบาทอ่อนค่าสุดในกลุ่มมาจาก

  • ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะกดดันดุลการค้าของไทย
  • ตลาดยังจับตาโครงสร้างการระดมทุนของนโยบายประชานิยม
  • ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจจีน
  • การอ่อนค่าของเงินหยวน บั่นทอนบรรยากาศการลงทุนในภูมิภาคในภาพรวม
  • ดอกเบี้ยสหรัฐฯสูงยืดเยื้อ  

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ 1 ก.ย.- 7 ก.ย. ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 4.6 พันล้านบาท และพันธบัตรไทยขายสุทธิ  3.6 พันล้านบาท  

จับตา "เงินบาทอ่อนค่า" เกิดจากสาเหตุอะไร

ข่าวล่าสุด