สำหรับปัจจัยในประเทศ เรามองว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทย รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงิน อาจมีผลต่อแนวโน้มฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ หลังล่าสุด นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาเป็นฝั่งซื้อสุทธิหุ้นไทย ขณะที่ฝั่งบอนด์ แม้ว่านักลงทุนต่างชาติยังคงทยอยขายบอนด์ไทยอยู่ แต่แรงขายก็เริ่มลดลงพอสมควรจากช่วงสัปดาห์ก่อนๆ
อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญ ควรจับตาปริมาณธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (บจ.) เพื่อจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง โดยเราประเมินว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเมษายน อาจมีปริมาณธุรกรรมจ่ายเงินปันผลสูงกว่า 300 ล้านดอลลาร์
ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายการเงินของเฟด ผ่าน 1) รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดย S&P Global 2) รายงานภาวะเศรษฐกิจโดยบรรดาเฟดสาขาต่างๆ หรือ Fed Beige book และ 3) ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด
ส่วนในฝั่งยุโรป ตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรป ผ่าน 1) รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ 2) ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ (ZEW Survey) ของเยอรมนี และ 3) ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการของอังกฤษและยูโรโซน
ด้านเอเชีย ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจจีนในไตรมาสแรกของปีนี้ รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales), ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจีนดังกล่าว ตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ส่วนในไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานยอดการนำเข้าและส่งออก (Imports & Exports)