พาณิชย์คุมเข้มร้าน 'คนละครึ่งพลัส' ขายราคาสุทธิห้ามบวก VAT เพิ่ม
06 พ.ย. 2568
พาณิชย์คุมเข้มร้านค้า 'คนละครึ่งพลัส' ย้ำต้องติดป้ายแสดงราคาสุทธิให้ชัด ขายราคาเดียวกับเงินสด ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ
Business thai
06 พ.ย. 2568
พาณิชย์คุมเข้มร้านค้า 'คนละครึ่งพลัส' ย้ำต้องติดป้ายแสดงราคาสุทธิให้ชัด ขายราคาเดียวกับเงินสด ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ
กรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้นโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ากำกับดูแลร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อย่างเข้มงวด กำชับให้ราคาจำหน่ายจริงตรงกับราคาที่แสดง ห้ามบวกค่าใช้จ่ายอย่างอื่นภายหลัง และต้องจำหน่ายสินค้าในราคาเดียวกันทั้งกรณีชำระเงินสดและใช้สิทธิ์ผ่านโครงการ หากฝ่าฝืน จะถูกดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท และหากพบกรณีมีพฤติกรรมฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประชุมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์และให้คำแนะนำร้านค้าทุกราย โดยเน้นย้ำว่าร้านค้าต้องติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสุดท้ายที่รวมภาษีไว้แล้ว ซึ่งหากร้านอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาสินค้าทุกรายการต้องแสดงราคาจำหน่ายที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ไว้แล้ว โดยหากร้านค้าที่เป็นร้านอาหาร จะต้องมีการแสดงราคาอาหารและหากมีรายการค่าใช้จ่ายอื่นต้องแสดงไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้เปรียบเทียบก่อนซื้อสินค้าหรือเข้ารับบริการ และกรณีร้านค้าที่เข้าโครงการคนละครึ่งพลัส ร้านค้าต้องจำหน่ายสินค้าในราคาที่เท่ากันทั้งผู้ใช้สิทธิ์คนละครึ่งและผู้ชำระเงินสด เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคทุกกลุ่ม
โดยระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2568 กรมการค้าภายในได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนทั่วประเทศจำนวน 112 เรื่อง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร การไม่ติดป้ายราคา การคิดราคาสินค้าเพิ่มเมื่อใช้สิทธิ์คนละครึ่ง และการแสดงราคาจำหน่ายปลีกไม่ตรงกับราคาที่จำหน่าย ขณะที่กรณีร้องเรียนเรียกเก็บ VAT เพิ่มเติมจากราคาที่ติดป้ายแสดง แต่ถือเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายเอาเปรียบประชาชนและต้องถูกดำเนินคดีอย่างเข้มงวด
นายวิทยากร ยังกล่าวต่ออีกว่า กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าที่ถูกร้องเรียนในพื้นที่ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่สายตรวจได้มีการล่อซื้อสินค้าจากร้านค้า และพบพฤติกรรมการจำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงขึ้นเมื่อจะใช้สิทธิ์ในโครงการคนละครึ่งพลัส และยังมีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคโดยไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่าย เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ฉบับที่ 68 พ.ศ. 2568 ข้อ 3 และข้อ 11 เข้าข่ายผิดตามมาตรา 28 และมีโทษตามมาตรา 40 ของพระราชบัญญัติฯ พร้อมปรับเป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท
ส่วนในจังหวัดบุรีรัมย์ ตรวจสอบขยายผลจากการร้องเรียน พบว่าร้านค้ายอมรับว่ามีการคิดราคาจำหน่ายสินค้าโดยบวกภาษีมูลค่าเพิ่มจากประชาชนอีก 7% เพิ่มจากราคาป้ายแสดงราคา โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแจ้งข้อหาจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับป้ายราคาที่แสดง และปรับเป็นเงินจำนวน 1,000 บาท พร้อมชี้แจงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งร้านค้าได้รับว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดขอนแก่นได้ตรวจสอบร้านค้าธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นแห่งหนึ่งในตำบลแดงใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น พบว่ามีการรับแลกสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเงินสด ทั้งที่ร้านปิดกิจการมานานกว่า 3 เดือน ซึ่งเข้าข่ายผิดเงื่อนไขโครงการ เจ้าหน้าที่ได้เพิกถอนสิทธิ์เข้าร่วมโครงการร้านธงฟ้า และแจ้งกรมบัญชีกลางระงับการใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ทันที เพื่อป้องกันการนำสิทธิ์ของประชาชนไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง
นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ในส่วนของร้านค้าที่เป็น ร้านค้าธงฟ้าทุกแห่ง ต้องปฏิบัติตาม กฎหมายของกรมการค้าภายในและ “กฎเหล็กร้านธงฟ้า” อย่างเคร่งครัดด้วย ได้แก่ ห้ามแลกสิทธิสวัสดิการเป็นเงินสด ห้ามบังคับซื้อสินค้า ห้ามขายเกินราคา หรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ห้ามจำหน่ายสุรา บุหรี่ เบียร์ และห้ามปฏิเสธการใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ หากฝ่าฝืนจะถูกเพิกถอนสิทธิ์เข้าร่วมโครงการทันที
กรมการค้าภายในยังคงติดตาม ตรวจสอบ และให้ความรู้แก่ร้านค้าทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปฏิบัติได้ถูกต้องและป้องกันปัญหาความเข้าใจกฎหมายคลาดเคลื่อน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นร้านค้าฝ่าฝืน ไม่ติดป้ายแสดงราคาจำหน่าย หรือคิดราคาไม่ตรงป้าย หรือฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันรักษาความเป็นธรรมทางการค้าและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนอย่างทั่วถึง
