ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนสูง ในกรอบ Sideways แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเร็วและแรง จากรายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด ทว่า เงินดอลลาร์ก็เผชิญแรงกดดันบ้างจากแรงขายทำกำไรสถานะ Long USD ของผู้เล่นในตลาด รวมถึงการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาสกุลเงินฝั่งยุโรป อาทิ เงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ที่ได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 107.9 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 107.6-108.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) จะเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทว่า ความต้องการถือครองทองคำ เพื่อรับมือความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงช่วยหนุนให้ราคาทองคำ สามารถรีบาวด์สูงขึ้น กลับสู่โซน 2,930-2,940 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง เปิดโอกาสให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนทยอยขายทำกำไรการรีบาวด์ของราคาทองคำและโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนการทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนมกราคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่เฟดติดตามอย่างใกล้ชิด หลังล่าสุดผู้เล่นในตลาดได้รับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) เพื่อประเมินสภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน
ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอังกฤษ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2024 ที่ผ่านมา รวมถึงรายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนธันวาคม
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน รวมถึงรอติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทมีความเสี่ยงกลับมาเป็นแนวโน้มทยอยอ่อนค่าลงต่อได้ไม่ยาก ตามกลยุทธ์ Trend Following หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี แม้ว่าในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทจะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 34.20 บาทต่อดอลลาร์ แต่ก็ยังไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ หลังราคาทองคำพลิกกลับมารีบาวด์สูงขึ้น ทำให้ เงินบาทอาจยังไม่ได้กลับไปอ่อนค่าได้ ตราบใดที่ราคาทองคำยังคงสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ ทำให้ทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินบาทได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงนี้ และเป็นปัจจัยที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิด
โดยเรามองว่า หากรัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้าตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้า ก็อาจเป็นปัจจัยที่กดดันบรรดาสกุลเงินเอเชียให้อ่อนค่าลงได้พอสมควร ทว่า เงินบาทก็อาจไม่ได้อ่อนค่าลงหนัก หากสุดท้ายราคาทองคำสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ ทำให้ต้องจับตาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) อย่าง การเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำรัสเซีย รวมถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ที่จะสามารถเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ ได้ ในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดเลิกกังวลประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หรือ กลับมาเชื่อมากขึ้นว่า เฟดจะชะลอการลดดอกเบี้ยและอาจลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่า 2 ครั้ง ชัดเจน ซึ่งคาดว่าจะต้องเห็นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่ง โดยเฉพาะข้อมูลฝั่งตลาดแรงงานและข้อมูลที่เกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.80-34.15 บาท/ดอลลาร์