▪ ฝั่งยุโรป บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านรายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซนและเศรษฐกิจอังกฤษ ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2024 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE โดยล่าสุด หลังจากที่ทั้ง ECB และ BOE ได้เดินหน้าลดดอกเบี้ยลง 25bps ในการประชุมต้นปีที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ECB อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 4 ครั้ง หรือ 100bps (โอกาส 34%) ส่วน BOE ก็อาจลดดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง หรือ 75bps (โอกาส 67%)
▪ ฝั่งเอเชีย ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) อาจลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 5.50% เพื่อช่วยหนุนภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอลงในระยะหลัง อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อก็ได้ชะลอลงต่อเนื่องและอยู่ในกรอบเป้าหมาย 2%-4% ในช่วงที่ผ่านมา
▪ ฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พร้อมกับ รอลุ้นรายงานผลการดำเนินงานของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งอาจช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยได้ หากรายงานผลประกอบการส่วนใหญ่ออกมาสดใส ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยได้ปรับตัวลงมาพอสมควร จนในเชิง Valuation (หากประเมินจาก Forward P/E) ก็อยู่ในระดับที่ถูก Z-score ในรอบ 10 ปี น้อยกว่า -1 สำหรับ แนวโน้มเงินบาท นั้น การอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วของเงินบาทในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา เพิ่มโอกาสเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงได้ โดยเฉพาะหาก เงินบาทสามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทะลุโซนแนวต้าน 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เมื่อประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following ทั้งนี้ โอกาสที่เงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ ต้องเห็นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แย่กว่าคาด เช่น อัตราเงินเฟ้อ CPI ต่ำกว่าคาด หรือเห็นแนวโน้มการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีน พร้อมทั้งควรจับตาทิศทางราคาทองคำอย่างใกล้ชิด หลังราคาทองคำเริ่มเผชิญความเสี่ยงย่อตัวลงบ้าง
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงกลับมาอ่อนค่าลง โดยเฉพาะหากอ่อนค่าทะลุโซน 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งต้องจับตาทิศทางเงินดอลลาร์ รวมถึงราคาทองคำ นอกจากนี้ ยังคงต้องจับตาทิศทางเงินหยวนจีน (CNY) ซึ่งอาจขึ้นกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติในตลาดทุนไทย อาจพอได้ลุ้นเห็นแรงซื้อหุ้นไทยทยอยกลับมาบ้าง
ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด หรือ รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม ทว่า หาก อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด หรือบรรยากาศในตลาดการเงินยังคงเปิดรับความเสี่ยง ก็อาจกดดันเงินดอลลาร์ได้บ้าง
เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.50-34.30 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.75-34.00 บาท/ดอลลาร์