นอกจากนี้ยังมองว่าการที่รัฐบาลจะกู้เงินมาสร้างหนี้ จะทำให้หนี้สาธารณะรวมอยู่ที่ 70% เต็มเพดาน หากมีเหตุวิกฤตจำเป็นต้องมีการกู้เงิน จะเหลือเงินฉุกเฉินที่สามารถกู้ได้ประมาณ 4% กว่าๆ หรือไม่ถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาเรามีวินัยทางการเงินการคลังมาตลอด ไม่เคยถูกลดลำดับความน่าเชื่อถือ
ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาล อาจต้องย้อนกลับมาทบทวน เเละต้องไม่ลืมว่าข้อจำกัดของการก่อหนี้ คือการชดใช้ และภาระผูกพันทางดอกเบี้ย ที่จะทำให้ไม่สามารถกู้หรือหาเงินมาเพื่อใช้ทำอย่างอื่นได้ หากมีความจำเป็นในอนาคต
ขณะที่ ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร โจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล กล่าวว่าการกู้เงินเพื่อที่จะมาใช้ในนโยบายดิจิทัล วอลเล็ต ยังมีขั้นตอนต่างๆที่รัฐบาลต้องผ่านไปให้ได้ เช่น ขั้นตอนของกฤษฎีกา หากผ่านกฤษฎีกาได้ก็ต้องรอดูอีกว่าจะผ่านขั้นตอนของรัฐสภาได้หรือไม่ หากใช้ช่องทาง fast track ก็ยังมีกระบวนการที่จะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรทั้ง 3 วาระ และยังมีความเสี่ยงการถูกปัดตก นอกจากนี้ยังมีปัญหาจาก การไปยื่นคำร้องของบุคคลอื่นๆ
ซึ่งการกู้เงินมาตามหลักการจะเป็นการก่อหนี้สาธารณะอย่างหนึ่ง คำถามที่น่าสนใจในวันนี้คือเป็นสิ่งที่คุ้มค่าแล้วหรือยังที่จะสร้างหนี้ตัวนี้ขึ้นมา หากตนเป็นรัฐบาล ยืนยันว่าจะไม่ทำเรื่องนี้อย่างแน่นอน แต่จะนำเงินไปสร้างอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์มากกว่าการกู้ 500,000 ล้านบาท เพื่อมาแจกเงินเพียงครั้งเดียว