ขณะเดียวกัน ทาง กสทช. ยังพบว่ามีข้อมูลที่สอดคล้องกันของรายงานการศึกษาของคณะอนุกรรมการด้านเศรษฐศาสตร์ของสำนักงาน กสทช. การศึกษาของที่ปรึกษาในประเทศ (สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) และการศึกษาของที่ปรึกษาต่างประเทศ (SCF Associates Ltd.) ที่เห็นตรงกันว่าการรวมธุรกิจครั้งนี้จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นต่อตลาด
จากรายงานของที่ปรึกษาต่างประเทศ ภายหลังการรวมธุรกิจ ผู้รวมธุรกิจไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อน นำไปสู่ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น (Efficiency Gain) มูลค่าสูงสุดได้ถึง 10,000-15,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปี
กสทช. จึงกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ ให้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปลงทุนในโครงข่าย Fixed Broadband Access ในพื้นที่ที่มูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำหรือพื้นที่ห่างไกล อันจะสามารถทำให้เกิดประโยชน์สุทธิ (Net Benefit) ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม 88,690 ล้านบาทในช่วง 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 0.18 – 0.49 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ณ ราคาปัจจุบัน (Nominal GDP)
การกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะในการนำเงินไปลงทุนดังกล่าวข้างต้น จะทำให้โครงข่าย Fixed Broadband Access ขยายครอบคลุมมากขึ้นในพื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำที่ยังไม่มีโครงข่ายในปัจจุบัน
สำหรับเรื่องของการควบคุมราคานั้น ได้มีการกำหนดมาตรการเฉพาะกำหนดห้ามขึ้นราคาหรือลดคุณภาพบริการ และให้คงแพ็คเกจราคาต่ำสุดสำหรับอินเทอร์เน็ตประจำที่เป็นเวลา 5 ปี นอกจากนี้ กำหนดให้มีอนุกรรมการทำหน้าที่เป็น merger monitor เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันการขึ้นราคาจากผู้รวมธุรกิจเป็นเวลา 5 ปี โดยมีส่วนร่วมจากองค์กรผู้บริโภค นักวิชาการ และองค์กรวิชาชีพ โทรคมนาคม
การจัดตั้งคณะอนุกรรมการ merger monitor ดังกล่าว มุ่งเน้นให้ติดตามตรวจสอบให้มีการปฏิบัติตามมาตรการเฉพาะที่กำหนด โดยเป็นการถอดบทเรียนจากการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคมที่บอร์ด กสทช. เคยพิจารณา ซึ่งขาดการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบจากภาคประชาสังคม ในครั้งนี้จึงได้ออกแบบให้อนุกรรมการมีตัวแทนจากองค์กรผู้บริโภคและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องด้วย