ซึ่งนโยบายนี้หลักๆ คือ ต้องการให้เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะจีดีพีของเรานั้นโตต่ำมาตลอด ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไร จีดีพีก็จะต่ำกว่านั้น แต่หากเราเดินนโยบายนี้ เชื่อว่า จีดีพีจะขยายตัวได้ใกล้ 5% โดยกรอบวงเงินที่จะใช้ยังยืนอยู่ที่ 5.48 แสนล้านบาท และไม่กังวลว่าโครงการนี้ จะเหมือนกับโครงการจำนำข้าวในอดีต โดยเชื่อมั่นว่าด้วยระบบที่รัฐบาลกำลังพัฒนานี้ และระบบการติดตามการตรวจสอบการทุจริต ทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์ทุจริตได้ แต่ถ้าหากมีการทุจริตรัฐบาลจะมีการดำเนินคดีอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ รัฐบาลจะกำหนดให้มีการยืนยันตัวตนเพื่อรับสิทธิ์ในโครงการนี้ ซึ่งเป็นไปตามข้อกฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยคนที่เคยยืนยันตัวตนในโครงการของรัฐบาลที่แล้ว 40 ล้านคน ก็ไม่ต้องยืนยัน แต่ต้องมากดรับสิทธิ์ ส่วนคนที่ไม่เคยยืนยันตัวตน ต้องมายืนยันตัวตน ส่วนคนที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบสมาร์ตโฟนได้ ทางรัฐบาลจะมีแนวทางพิเศษเพื่อผ่อนปรนให้
ในส่วนร้านค้าที่จะขึ้นเงินสดในขั้นตอนสุดท้ายนั้น ต้องเป็นร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะสร้างแรงจูงใจให้ร้านค้าถือเงินไว้ก่อน เพื่อให้เงินหมุนในระบบนานขึ้น แต่หากต้องการขึ้นเงินสดก็สามารถทำได้ทันที
สำหรับผู้พัฒนาระบบการแจกเงินดิจิทัลนี้ รัฐบาลกำหนดให้สมาคมธนาคารเป็นผู้ดำเนินการ ดังนั้น จึงไม่ใช่ข้อห่วงใยที่ว่า จะว่าจ้างบริษัทเอกชนรายใดรายหนึ่งมาดำเนินการ และเม็ดเงินที่จะนำมาพัฒนานั้น ก็ไม่ได้อยู่ในหลักหมื่นล้านบาทแน่นอน โดยจะไม่อยู่ในหลักที่น่าตกใจ ส่วนเงื่อนไขกำหนดระยะทางการใช้จ่ายนั้น ขณะนี้ยกเลิกเงื่อนไขการใช้จ่ายภายใน 4 กิโลเมตรจากที่อยู่แล้ว โดยการพิจารณาจะอยู่ในเขตตำบล อำเภอ และ จังหวัด เท่านั้น