เนชั่นทีวี

การเมือง

นักกฎหมายอิสระ มองแจกเงินดิจิทัลเหมือนกระเป๋าหิน แถมยังใช้เงินมหาศาล

19 ต.ค. 2566 | sirisak_rue

นักกฎหมายอิสระ มองแจกเงินดิจิทัลเหมือนกระเป๋าหิน แถมยังใช้เงินมหาศาล

นักกฎหมายอิสระ มองนโยบายเงินดิจิทัลเหมือนกระเป๋าหิน ที่ไม่เคยทำมาก่อนและใช้เงินมหาศาล หวังรัฐทะลายกำแพงเดิมๆได้ ขณะที่ นักวิชาการด้านไซเบอร์ แนะระวังข้อมูลสูญหาย ขอรัฐหาทางอุดช่องโหว่

19 ตุลาคม 2566 สำนักวิจัยสยามเทคโนโพล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม จัดเสวนาเรื่อง "เงินดิจิทัล เดินหน้าอย่างไร" โดย อาจารย์ วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ มองว่า นโยบายนี้ 1. ใช้เงินมหาศาล 2. ใช้ในรูปแบบที่ไม่มีการทดสอบมาก่อน 3. ใช้ในรูปแบบที่มีช่องว่าง ช่องโหว่เต็มไปหมด 4. ใช้ในลักษณะที่ทำให้ประชาชนตื่นเต้น เมื่อตื่นเต้นแล้วก็มีความคาดหวัง เมื่อทำไม่ดีก็จะโดนวิจารณ์อีก ซึ่งในทางการเมืองตนมองว่าเป็นกระเป๋าหินมากกว่า
นักกฎหมายอิสระ มองแจกเงินดิจิทัลเหมือนกระเป๋าหิน แถมยังใช้เงินมหาศาล
ทั้งนี้ แม้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และทีมงานตั้งใจที่จะผลักดัน แต่ก็มีความใจถึง จากการที่ตนได้เคยสนทนา กับ นายทักษิณ ชินวัตร ,น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาก่อน มองว่าทั้ง 3 คน คิดเร็ว ทำเร็ว วิสัยทัศน์กว้างไกล วิธีคิดการทำงานจึงเป็นเหตุผลสะท้อนว่ารัฐบาลชุดนี้ทำไมกล้าที่จะผลักดันกระเป๋าหิน เพราะเคยเป็นนักธุรกิจ จึงนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ก็หวังว่าจะไม่เป็นกระเป๋าหินที่ฉุดรัฐบาล แต่จะเป็นกระเป๋าหินที่ขว้างปัญหาออกไปไกล ๆ ทลายกำแพงเดิม ๆ ไปสู่สิ่งใหม่ ๆ

นักกฎหมายอิสระ มองแจกเงินดิจิทัลเหมือนกระเป๋าหิน แถมยังใช้เงินมหาศาล
สำหรับโครงการเงินดิจิทัลนั้น เห็นว่าทุกอย่างไม่ใช่เรื่องกฎหมายทั้งหมด แต่กฎหมายจะเป็นเครื่องมือในการช่วยตรวจสอบ ว่าเมื่อนำนโยบายนี้ไปใช้แล้วมีการทุจริต ทำผิดกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่ว่านโยบายผิดกฎหมาย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการตรวจสอบนโยบายรัฐบาลอย่างหนักแน่นมาก จึงฝากข้อสังเกตว่าดิจิทัลวอลเล็ต สุดท้ายถ้าจะตีความเป็นประเด็นทางกฎหมาย เป็นแค่ประเด็นที่จะตรวจสอบการทุจริตการใช้เงิน วัตถุประสงค์การทำผิดต่อกฎระเบียบ ไม่ใช่สิ่งที่จะนำกฎหมายมาครอบงำว่านโยบายนี้ดีหรือไม่ดี แต่ทั้งหมดก็บอกว่ากระเป๋าหินใบนี้ไม่เบา

นักกฎหมายอิสระ มองแจกเงินดิจิทัลเหมือนกระเป๋าหิน แถมยังใช้เงินมหาศาล
ขณะที่ ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญด้าน Data Science บอกว่า ครั้งแรกที่ได้ยินนโยบายเงินดิจิทัลที่พรรคเพื่อไทยหาเสียง รู้สึกว้าวมาก และมองว่าการกำหนดนโยบายต้องมองเรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เศรษฐกิจมีความเป็นธรรม หรือหลักเศรษฐศาสตร์ แล้วต้องเป็นนักการตลาดด้วย คือพูดแล้วปัง ประชาชนสนใจ

ซึ่งถือว่านโยบายเงินดิจิทัล มีทั้ง 3 ส่วนมาบรรจบกัน ก็คล้าย ๆ กับการกำเนิดบล็อกเชน ซึ่งบล็อกเชนก็เป็นอีกหนึ่งในเทคโนโลยีที่เกิดมา 10 กว่าปีที่แล้ว และปังเหมือนกัน เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่เอามาทำเรื่องเงินดิจิทัลที่เรียกว่า "บิตคอยน์" โดยสรุปก็คือบล็อคเชน ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกันได้ มีความโปร่งใส เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องการ

นักกฎหมายอิสระ มองแจกเงินดิจิทัลเหมือนกระเป๋าหิน แถมยังใช้เงินมหาศาล
ด้าน รศ.ดร.พงษ์พิสิฐ วุฒิดิษฐโชติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารเครือข่ายดิจิทัล ระบุว่า การแจกเงินควรเลือกแจกในเกณฑ์ที่เหมาะสมตามที่ควรจะเป็น แล้วเอาเงินไปสร้างนวัตกรรมบล็อกเชน ส่วนในเรื่องความโปร่งใส ถามว่าทำไมไม่จ่ายเงินสดเลย เราก็จะไม่รู้ว่าข้อมูลนั้นเอาไปซื้ออะไร เอาไปทำอะไร ตรงไหนบ้าง ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบัน ตนมองว่าเงินดิจิทัลไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประชาชน

เพราะเราก็เริ่มใช้มาตั้งแต่เอาเงินเข้าระบบเป๋าตังแล้ว ดังนั้นแอพที่มีขึ้นมาจากนี้ก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนว้าว พร้อมย้ำทิ้งท้ายว่า การใช้บล็อกเชนต้องเลือกให้เหมาะสมกับงาน ประเทศไทยยังขาดเทคโนโลยี นวัตกรรมดีอี อีกมากมาย เราเอาเงินมาใช้ไม่ถูกจุดที่มันควรจะเป็น
นักกฎหมายอิสระ มองแจกเงินดิจิทัลเหมือนกระเป๋าหิน แถมยังใช้เงินมหาศาล
ส่วน ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ที่ปรึกษาและอาจารย์หลักสูตร Cybersecurity (CalCes) กล่าวว่า การใช้เงินดิจิทัล จะมีเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งนักความปลอดภัยทางไซเบอร์ จะมองว่า ความเสี่ยง ความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์ หากใช้จ่ายผ่านระบบนี้จริง เห็นได้จากการสูญเสียเงินจำนวนมาก ในบัญชีออนไลน์ ทั้งนี้ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ตนพูดถึงมี 3 ส่วนคือ จุดอ่อน ช่องโหว่ และภัยคุกคาม ที่อาจจะเกิดจากการใช้ระบบเหล่านี้ รัฐจึงต้องระมัดระวัง และทุ่มงบส่วนหนึ่งเข้าไปจัดการปัญหาที่อาจเกิดตามมา

ข่าวล่าสุด