นางวรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)
ระบุว่า โอสถสภาได้วางแผนพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2562 โดยกำหนดกรอบการดำเนินงานระยะสั้นภายในปี พ.ศ.2568 ใน 5 ด้าน ได้แก่ ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน คือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจกับคู่ค้ารายย่อย
ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภค ด้านการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนและการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ด้านการจัดการพลังงานและการบริหารการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง 30% ภายในปี พ.ศ.2573 สานเป้าหมายระยะยาวมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ.2593
ด้านนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศทั่วโลก จึงเกิดการตั้งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมขึ้นมาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพราะเห็นถึงความสำคัญ ต่อสิ่งแวดล้อม โดยกฎหมายการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ยังไม่ได้ออกมาบังคับใช้ คาดว่าประมาณต้นปีหน้า ร่างพ.ร.บ จะมีการเสนอต่อผู้บริหาร และสภาต่อไป เพื่อกำหนดการปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจที่ต้องให้ความสำคัญต่อการรักษ์โลกมากขึ้น