สำหรับสวนยางต้นแบบเกษตรกรรมยั่งยืนของ น.ส.ชรินทร์ทิพย์ เป็นการทำสวนยาง ในรูปแบบวนเกษตร เป็นการทำเกษตรกรรม ในพื้นที่สวนยาง ที่เป็นลักษณะของป่า มีความหลากหลายทางระบบนิเวศน์ มีการบริหารจัดการพื้นที่ อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค้า มีการปลูกพืชแซมในสวนยาง เช่น โกโก้ กาแฟ ขิง ลองกอง เงาะ และกลุ่มพืชสมุนไพร เป็นต้น
สามารถเก็บผลผลิต มาใช้ประโยชน์ และสร้างรายได้ มีการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ เป็ด ไก่ นำมูลมาใช้เป็นปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ยังได้ขุดบ่อกักเก็บน้ำ เพื่อใช้ในสวนยาง พร้อมทั้งขุดคลองไส้ไก่ ขนาบบ่อ และเลี้ยงสัตว์น้ำ เลี้ยงผึ้ง ควบคู่ไปด้วย
“การทำสวนยางยั่งยืนนั้น จะทำให้เกษตรกร มีความมั่นคงในอาชีพ มีรายได้ตลอดทั้งปี แม้ราคายางจะผันผวน ก็จะได้รับผลกระทบไม่มากนัก สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ กยท. พร้อมที่จะสนับสนุน ส่งเสริมให้เกษตกรชาวสวนยาง ปรับเปลี่ยนจากการทำสวนยางเชิงเดี่ยว มาทำสวนยางยั่งยืน มีรูปแบบให้เลือก 5 รูปแบบด้วยกัน คือ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ และวนเกษตร โดยเกษตรกรสามารถประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้เหมาะสมกับพื้นที่ได้"
นายเกียรตินันท์ ยิ้นซ้อน ผู้อำนวยการ กยท.จ.เชียงราย กล่าวว่า ในปี 2565 สวนยางของ น.ส.ชรินทร์ทิพย์ ได้รับคัดเลือกเป็นเกษตรกรสวนยางต้นแบบ ระดับสาขา กยท. สนับสนุนระบบปั๊มโซลาร์เซลล์สูบน้ำ มูลค่ารวม 100,000 บาท เพื่อสูบน้ำใช้ภายในสวนยาง ทั้งการปลูกพืชแซมและการเลี้ยงสัตว์ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง สามารถลดผลกระทบ จากปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ต่อมาในปี 2566 ได้รับคัดเลือกเป็นเกษตรกรสวนยางต้นแบบระดับจังหวัด กยท. ได้สนับสนุบงบประมาณเพื่อพัฒนาสวนยางรวมทั้งสิ้น 400,000 บาท เพื่อจัดการสวนยางให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้าน นายจัตุรัส กั้นสกุล เกษตรกรชาวสวนยาง กล่าวว่า กยท. ได้ให้งบประมาณ สนับสนุนการทำ สวนยางยั่งยืน ภายใต้เงื่อนไขที่ กยท. กำหนดไว้ โดยได้นำเงินสนับสนุน ไปใช้ในการจัดการสวนยาง ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในการนำระบบปั๊มโซลาร์เซลล์สูบน้ำมาใช้ สามารถลดค่าใช้จ่าย ในเรื่องค่าไฟฟ้า อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม คาดว่า ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี จะคุ้มทุนที่ กยท. ให้การสนับสนุน 100,000 บาท อย่างแน่นอน และยังสามารถใช้งานต่อเนื่องยาวนานไปกว่า 20 ปี
การทำสวนยางยั่งยืน ทำให้มีรายได้จากหลายทาง แต่รายได้หลัก ก็ยังมาจากการขายยาง โดยในขณะนี้จะขายยางในรูปแบบยางก้อนถ้วย ผ่านทางตลาดกลางยางพารา ร่วมกับสหกรณ์ยางพาราแม่ลาว- แม่กรณ์ จำกัด และส่งผลผลิตให้ กยท. ภายใต้โครงการชะลอยางพารา (รูปแบบยางก้อนถ้วยแห้ง)
นอกจากนี้ ยังจะมีรายได้จากพืชที่ปลูกแซมสวนยาง ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ขายเมล็ดสด ให้กับโรงงานแปรรูปในพื้นที่ โกโก้ มีบริษัทเอกชนมารับซื้อ ในขณะที่ผลไม้ พืชสวนครัว พืชสมุนไพร ปศุสัตว์ และปลา จะนำมาบริโภคภายในครัวเรือน ลดค่าใช้จ่าย มีเหลือจึงจะจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น และยังมีรายได้จากการขายน้ำผึ้ง ทั้งขายตรงให้กับลูกค้าที่ต้องการซื้อ และขายให้แก่พ่อค้าทั่วไป ขายได้ประมาณ150 ขวดต่อปี จึงทำให้มีรายได้ตลอดทั้งปี สร้างความมั่นคงให้กับอาชีพเกษตรกรชาวสวนยางได้อย่างน่าพอใจ" นายจัตุรัส กล่าว
ส่วน สถานการณ์เอลนีโญ ที่จะทำให้ฝนตกน้อยลงนั้น นายจัตุรัส ยืนยันว่า จะไม่กระทบต่อสวนยางยั่งยืนของตนเอง เพราะมีแหล่งน้ำสำรอง ภายในสวนยาง และยังมีระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ มาเติมตลอดเวลา เพียงพอสำหรับยาง และพืชแซมสวนยาง ตลอดจนใช้ในกิจกรรมอื่น ๆ อย่างแน่นอน
ผู้ว่าการ กยท. กล่าวย้ำว่า การทำสวนยางยั่งยืน แม้จะมีจำนวนต้นยางลดลงจาก 70 - 80 ต้นต่อไร่ เหลือประมาณ 40 - 44 ต้นต่อไร่ แต่ผลผลิตยางรวมไม่ได้ลดลง เนื่องจากความสมดุลของระบบนิเวศน์ ความอุดมสมบูรณ์ ของดินและน้ำ และการที่ต้นยางอยู่ร่วมกับพืชอื่น ๆ ในทางหลักพฤกษศาสตร์ จะทำให้ยางมีความสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่เป็นโรค
จึงทำให้เปอร์เซ็นต์ต่อต้นสูงสุด ปริมาณยางได้จึงใกล้เคียง กับการปลูกยางเชิงเดี่ยว นอกจากนี้ต้นทุนการผลิตยังลดลง เพราะลดการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีต่าง ๆ และอื่น ๆ รวมทั้งยังมีรายได้เสริม จากพืชที่ปลูกแซม จากการเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา พืชสวนครัว พืชสมุนไพรอีกด้วย ลดการพึ่งพารายได้จากยางเพียงอย่างเดียว ลดรายจ่ายในครัวเรือน
"สวนยางยั่งยืน" คือ คำตอบของแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง"