นายณกรณ์ กล่าวว่า ส่วนในเรื่องภาษีที่ดินในพื้นที่สวนยางตามประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม (ฉบับที่ 2) ประกาศ ณ วันที่ 31 มกราคม 2566 ที่มีการกำหนดขึ้นต่ำของการเสียภาษีเกษตรกรรมจะต้องมีสวนยางอยู่ 80 ต้น/ไร่ ทาง กยท. ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะบริบทในการทำสวนยางเปลี่ยนไปแล้ว อยากให้พิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการปัจจุบันของเกษตรกรด้วย
แต่เดิมที่บอกว่า 80 ต้น/ไร่ อาจจะเป็นการทำสวนยางเชิงเดี่ยว แต่วันนี้พี่น้องชาวสวนยางสวนใหญ่ทำสวนยางแบบผสมผสาน แบบสวนยางยั่งยืน มีการปลูกยางผสมกับพืชอื่น จึงลดจำนวนการปลูกต้นยางต่อไร่ลง เพื่อลดความเสี่ยงทางด้านรายได้จากราคายางที่ผันผวน มีรายได้เสริมจากพืชอื่น ให้เกิดความสมดุลระหว่างรายได้กับรายจ่ายของชาวสวนยาง
นอกจากนี้ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยางพาราในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สป.กษ.) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กรมส่งเสริมการเกษตร (กสส.) และกรมวิชาการเกษตร (กวก.) ได้มีแนวทางร่วมกันที่จะเสนอให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลัง ที่รับผิดชอบในการจัดเก็บภาษีที่ดิน พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดอัตราขั้นต่ำของการประกอบการเกษตรต่อไร่ของยางพาราที่ 25 ต้น/ไร่
“ผมฝากไปถึงพี่น้องเกษตรกรหลายเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องการผลักดันนโยบายเกี่ยวกับยางพารา กยท. ให้ความสำคัญในทุกมิติ โดยเฉพาะในเรื่องมาตรการ EUDR จะต้องทำสวนยางที่ไม่ทำลายป่า ผมมองว่าเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยในเรื่องการวางแผนและการปรับปรุงการจัดการสวนยางต่างๆ ของประเทศไทย รวมถึงเป็นโอกาสในการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยอีกด้วย” นายณกรณ์ กล่าวในตอนท้าย