ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกำกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) ซึ่งรอบเดือนม.ค.-เม.ย. 2566 ภาคประชาชนจ่ายค่าไฟเฉลี่ยหน่วยละ 4.72 บาท ส่วนภาคเอกชนจ่ายค่าไฟเฉลี่ยที่หน่วยละ 5.33 บาท ได้ส่งผลกระทบวงกว้างทั้งในเรื่องของความจำเป็นต้องทยอยปรับขึ้นราคาสินค้า และกระทบต่อเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มขึ้น เป็นต้น
“การขึ้นค่าไฟกระทบผู้ประกอบการมาก ซึ่งภาคธุรกิจถูกปรับค่าไฟ 2 งวดติดต่อกัน สูงขึ้นถึง 30% โดยเดือน ก.ย.-ธ.ค.2565 สูงขึ้น 17% เป็น 4.72 บาทต่อหน่วย ส่วนเดือน ม.ค.-เม.ย.2566 สูงขึ้น 13% เป็น 5.33 บาทต่อหน่วย ดังนั้น การขึ้นค่าไฟรุนแรงถือเป็นต้นทุนหนักจึงต้องปรับราคาสินค้า โดยไตรมาส 1 ปี 2566 ปรับขึ้น 5-12% แล้วแต่ประเภทของสินค้า
นายอิศเรศ กล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าระยะสั้น ตามมาตรการ 100 วันนั้น สิ่งที่อยากให้รัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญ คือ 1. ไฟฟ้าสำรองเกิน จะแก้ปัญหาอย่างไร อาทิ การเจรจากับคู่สัญญาเดิทเพื่อลดมาร์จิ้นต่อหน่วยลงแล้วแลกกับระยะสัญญาจาก 20 ปี เป็น 25 ปี เพื่อลดค่าความพร้อมจ่าย (AP) ลง โดยที่ไม่จำเป็นต้องเร่งทำสัญญาใหม่เข้ามาในระบบ