"การเวนคืนกรมธรรม์ดังกล่าวบางส่วนนั้น เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า "นายณัฐวัตร พิมพ์สวัสดิ์" กับพวก ซึ่งมีพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดเกี่ยวกับการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน โดยเป็นการจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อันเข้าลักษณะเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (9) และมีพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน" มติกรรมการธุรกรรม โดยคณะกรรมการธุรกรรม ระบุ
แหล่งข่าวจาก "สำนักงานป.ป.ช."แจ้งว่า หากพิจารณาตามเอกสารของปปง.ล่าสุดนั้น กรณีนี้เข้าข่ายการฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งพบว่าหนึ่งบัญชีธนาคารของ "พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์" ตามที่รายงานการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม 10/2567 เมื่อวันที่ 6 ส.ค. วาระที่ 6.6.1 (5) และมติคณะกรรมการธุรกรรม สำนักงานปปง.ครั้งที่11/2567 วันที่ 18 ก.ย. 2567ระบุนั้น
แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช. แจ้งว่า จากการตรวจสอบชั้นต้นในสำนวน 1,420 หน้าของ บก.ปปป.ที่ส่งให้ป.ป.ช.ดำเนินการนั้น พบว่า หนึ่งบัญชีธนาคารตามที่"พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์"ใช้ในการรับเงินเวนคืนค่ากรมธรรม์ประกันชีวิตครั้งนี้นั้น ป.ป.ช. พบข้อมูลของบก.ปปป.ที่ระบุว่า "พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์" เตรียมยื่นต่อสำนักงานป.ป.ช. เพื่อแสดงว่าเป็นบัญชีที่ไว้ใช้สำหรับการรับเบี้ยประชุม/เงินอื่นๆในช่วงที่ทำหน้าที่บอร์ดรัฐวิสาหกิจในช่วงหนึ่งเพราะกฎหมายระบุว่า ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในช่วงก่อนรับตำแหน่ง-หลังพ้นตำแหน่งทุกสามปี
แหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช.แจ้งว่า โดยบัญชีธนาคารเล่มนี้ พบว่า เป็นหนึ่งรายการในร่างหนังสือการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินฯในคอมพิวเตอร์ของ "พ.ต.ท.คริษฐ์" ที่สื่อสารทางระบบแชทไลน์กับเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ในการตกแต่งบัญชีทรัพย์สินฯและรอให้ " พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์" ลงนามก่อนยื่นให้ ป.ป.ช. ซึ่งบก.ปปป. ตรวจพบ และ บก.ปปป. ระบุว่า เครือข่ายเว็บพนันออนไลน์น่าจะเชื่อมโยงกับ"พ.ต.ท.คริษฐ์"ที่ใช้บัญชีม้าของเครือข่ายนี้ในการทำธุรกรรมหลายประเภท/หลายครั้งโดยที่ "พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์" น่าจะมีส่วนรับรู้ด้วย
แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช. แจ้งว่า กรณีที่ "พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา" ผบช.สอท. ปฏิบัติราชการแทนหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 493/2566 ทำลงนามคำสั่งหนังสือลับด่วนที่สุด เรื่องขอทราบมติการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 10/2567 เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2567 และคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ถึงเลขาธิการคณะกรรมการปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อ้างตามหนังสือของ สน.ทุ่งมหาเมฆสองฉบับที่ได้รายงานการดำเนินคดีในความผิดฟอกเงินและความผิดมูลฐานต่อนายณัฐวัตร พิมพ์สวัสดิ์ กับพวก ถูกกล่าวหาชักชวนเล่นพนันออนไลน์และร่วมกันฟอกเงิน
ซึ่งสำนักงาน "ป.ป.ช." ได้มีหนังสือถึงคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อไปให้ถ้อยคำพร้อมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ต่อคณะกรรมการ "ป.ป.ช." ในเรื่องที่กล่าวหาร้องเรียน "พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์" โดยเฉพาะพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาฐานฟอกเงิน และการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการ "ป.ป.ช." นั้น
แหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช.แจ้งว่า กรณีข้างต้นอาจเกิดปัญหาทางข้อกฎหมายและอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหา โดยพิจารณาจากสิ่งที่ "พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ" อดีตประธานป.ป.ช. เคยให้สัมภาษณ์ก่อนพ้นจากตำแหน่งว่า คดีของ"พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์"และพวก ในคดีฟอกเงินจากเว็บพนันออนไลน์ มินนี่ 2 และ BNK Master โดยผู้ถูกกล่าวหาบางส่วนที่มี "พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์"และพวกรวมแปดคนรวมอยู่ด้วยนั้น ในช่วงกระทำผิดพบว่า "พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์"ดำรงตำแหน่งระดับรอง ผบ. ตร.
ดังนั้น มติที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.เสียงข้างมาก จึงรับเรื่องนี้ไว้ และถือเป็นอำนาจหน้าที่ของป.ป.ช.ที่ดำเนินการตามกฎหมาย ที่จะพิจารณาเรื่องนี้และเรื่องที่เกี่ยวโยงกัน หากป.ป.ช.ทำไม่ถูกต้องก็มีกระบวนการที่จะตรวจสอบนั้น
"น่าจะเกิดปัญหาบางประการในอนาคตกับป.ป.ช.หากผู้ถูกกล่าวหาอาจใช้ช่องว่างทางกฎหมายในการต่อสู้คดีว่าอำนาจในการดำเนินคดีนี้ไม่ใช่อำนาจของป.ป.ช."
แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช. กล่าวและว่า ก่อนหน้านี้บช.น.ส่งหนังสือแจ้งป.ป.ช.ระบุว่า กฎหมายฟอกเงินไม่ได้อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. ในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับ"พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์"และพวกนั้น แต่คณะกรรมการป.ป.ช.เสียงข้างมากลงมติแล้วว่า ป.ป.ช.จะรับคดีนี้มาดำเนินการเองนั้น ตรงนี้อาจจะขัดกับมติคณะกรรมการป.ป.ช.ที่ชี้แจงกับสื่อมวลชน
แหล่งข่าวจากสำนักงานปปช.แจ้งว่าหากพิจารณาจากการแถลงข่าวและเอกสารข่าว (https://www.nacc.go.th/files/article/attachments/main_old_article_20180530180546.pdf) เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 25612561 กรณีบก.ปปป.ส่งสำนวนการสอบสวนกรณีกล่าวหา "นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์" อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับพวก ว่าทุจริตเงินงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในหลายวาระ(ล็อตที่สาม) โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าสำนวนการสอบสวนที่"บก.ปปป." ส่งมานั้นเป็นกรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ "ป.ป.ช."
แต่เนื่องจาก"บก.ปปป." ได้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาบางรายในความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งมีมูลฐานจากคดีความผิดฐานทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ จึงมีมติส่งเรื่องให้ผบ.ตร. มอบหมายให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป และส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชา ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกกล่าวหาพิจารณาดำเนินการทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ ของรัฐดังกล่าวตามอำนาจหน้าที่ ตามนัยมาตรา 89/2 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไป
"บก.ปปป. พบว่า พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์เตรียมอ้างกับป.ป.ช.เงินประกันชีวิตของตนเเละภริยานั้นนายบัญชา พานิชพงศ์ บิดาของภริยาชำระให้ หากมองข้อมูลของปปง.ล่าสุดข้อมูลนี้ย้อนเเย้งกันเองเเละต้องไล่ตรวจอย่างละเอียดกับบุคคลของป.ป.ช.ที่มีชื่อในคอมพิวเตอร์ของพ.ต.ท.คริษฐ์ในการช่วยเเต่งบัญชีทรัพย์สินฯคราวนี้"
"ตรงนี้เกิดความย้อนแย้งในมติของคณะกรรมการป.ป.ช.ขึ้นแล้ว โดยเทียบคดีเงินทอนวัดกับคดีของพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ เพราะจุดนี้อาจเปิดช่องว่างทางกฎหมายซึ่งผู้ถูกกล่าวหาอาจใช้เทคนิคและช่องว่างทางกฎหมายที่จะอ้างว่าองค์กรใดมีอำนาจหน้าที่และสมควรรับผิดชอบคดีนี้ เพราะตอนนี้โอกาสเข้าข่ายการฟอกเงินสูง ซึ่งตามกฎหมายนั้น ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจหน้าที่สอบสวนตรงนี้และต้องมอบพนักงานสอบสวนรับไปดำเนินการ
และหากมีการสั่งฟ้องไปที่ศาล หากศาลมองว่าหน่วยงานที่สั่งฟ้องคือป.ป.ช.ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย คดีก็ยกฟ้องทันที และใครจะรับผิดชอบ
หากป.ป.ช.ไม่มีการพิจารณากันใหม่ให้รอบคอบ แม้ มติคณะกรรมการป.ป.ช. เสียงข้างมากในตอนนั้นจะอ้างว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ของป.ป.ช. ที่จะดำเนินการคดีนี้ก็ตาม" แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช. ระบุ