คำถามต่อมา คือ ตกแล้วยังไงต่อ?
-ตอนนี้เริ่มมีการตีความเข้าข้างตัวเอง เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 132 กับ 131 เขียนไม่ชัดว่าเมื่อร่าง พ.ร.ป. หรือ ร่างพระราชบัญญัตติประกอบรัฐธรรมนูญตกไป เนื่องจากพิจารณาเสร็จไม่ทัน 180 วัน จะกลับไปใช้ร่างไหน กรณีมีเสนอหลายร่าง
รัฐธรรมนูญมาตรา 132 วรรค 1 บัญญัติว่า "...ถ้าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คือ 180 วัน ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบตามร่างที่เสนอตามมาตรา 131"
ย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา 131 พูดถึงผู้ที่เสนอร่าง พ.ร.ป.ได้ ประกอบด้วย ครม. หรือ ส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนเท่าที่มีอยู่
ปัญหา คือ ถ้าร่างที่เสนอเข้ารัฐสภา และรัฐสภาให้ความเห็นชอบมีหลายร่าง จะใช้ร่างไหน อย่างกรณี ร่างกฎหมายลูกเลือกตั้งฉบับที่มีปัญหาอยู่นี้ ก็มีทั้งร่างของ ครม. และร่างของพรรคการเมือง ได้แก่ เพื่อไทย พลังประชารัฐ ก้าวไกล รวมทั้งหมด 4 ร่าง
นี่คือปัญหา โดย คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้ไม่ชัดจริงๆ และเป็นปัญหา จึงต้องไปดู "ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563" ข้อ 101 ที่เขียนเอาไว้ชัดกว่า กล่าวคือ
"ในกรณีที่รัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ไม่แล้วเสร็จภายใน 180 วัน...ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบตามร่าง พ.ร.ป.ที่เป็นหลักในการพิจารณาวาระ 2"
เมื่อเป็นแบบนี้ ฝ่ายหนุนหาร 100 ก็ส่งเสียงตรงกันว่า ต้องเป็นสูตรหาร 100 อย่างเช่น สุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ที่บอกว่า "ยอมรับร่าง ครม. เพราะทำได้ดีที่สุดเท่านี้ และถือว่าเสียหายน้อยกว่าร่าง พ.ร.ป.ฉบับอื่นที่เสนอเข้ามา"
แต่ฝ่ายที่หนุนหาร 500 กลับตีความว่า ร่างหลักที่ใช้พิจารณาในชั้นกรรมาธิการ คือ หาร 500 เพราะมีการปรับแก้กันจนได้สูตรหาร 500 เป็นเสียงส่วนใหญ่ในวาระ 2 และชั้นกรรมาธิการไปเรียบร้อยแล้ว
ดูอาการแล้ว เป็นการตีความแบบ "ตีรวน" งานนี้จึงไม่จบแค่รัฐธรรมนูญ มาตรา 131-132 ประกอบข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 101 เพราะสุดท้ายจะต้องมีคนบอกว่า "ข้อบังคับการประชุม" เล็กกว่ารัฐธรรมนูญ จึงต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมีคนยื่นตีความแน่ งานนี้จึงบอกได้คำเดียวว่า ร่างกฎหมายลูกเลือกตั้ง "ตกแน่...แต่ไม่จบ"