วราวิทย์ - ตอนคุณสุรพลถวายปัจจัยไปแล้วได้พูดหาเสียงอะไรตอนนั้นหลังงานนั้นหรือเปล่าครับ
"สุรพล" - ไม่มีครับ พูดทักทายชาวบ้านปกติและพูดถึงเรื่องการถวายบุญ เป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้แนะนำตัวเพราะว่าผมเป็น ส.ส. 8 สมัย
วราวิทย์ - คนที่เห็นเหตุการณ์ก็เลยไปเป็นพยานให้ในชั้นศาลใช่ไหมครับ พอศาลฎีกาพิพากษาว่าไม่ได้เป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเหมือนคำกล่าวหาของกกต. ก็เลยยกคำร้อง พอยกคำร้องเสร็จคุณสุรพลก็เลยมาฟ้องที่ศาลจังหวัดฮอดที่เชียงใหม่ เรียกค่าเยียวยาไปเท่าไหร่นะครับ
"สุรพล" - ตามหลักสากลในเมื่อเราไม่มีความผิดกกต.จะต้องคืนสิทธิ์ในการเป็นส.ส.ให้กับผม และคืนมาให้กับเขตเลือกตั้งที่ 8 เชียงใหม่ที่ชาวบ้านได้กรุณาให้คะแนนถึง 52,165 คะแนน แต่กกต.เพิกเฉยมีชาวบ้านร้องเรียนเรียกร้องความเป็นธรรมที่ทำงานกกต.จังหวัดเชียงใหม่เป็นจำนวนมากทั้ง 4 อำเภอ เข้าไปร้องแต่ไม่รับความสนใจจาก กกต. ในที่สุดแล้วผมจึงนำคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง มายื่นฟ้องที่ศาลจังหวัดฮอดเป็นศาลแพ่ง ฟ้องแพ่งเพื่อให้กกต.ได้รับทราบว่าสิ่งที่คุณตัดสินใจผิดพลาดจำเป็นจะต้องชดเชยเยียวยาค่าเสียหายให้กับผม ที่ไม่มีโอกาสได้ไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร
วราวิทย์ - เรียกค่าเสียหายครั้งแรกไปเท่าไหร่
"สุรพล" - ครั้งแรกเรียกไปทั้งหมด 86 ล้านบาท คิดบนฐานจากเงินเดือนค่าใช้จ่ายที่จะได้รับ รวมทั้งค่าเลือกตั้ง 1,500,000 กว่าบาท รวมทั้งค่าทนายที่ยื่นฟ้อง รวมทั้งเรียกค่าเสียหายในเกียรติยศชื่อเสียงที่ผมเป็นส.ส.มา 8 สมัยได้รับเลือกตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ทางศาลได้วินิจฉัยทั้งหมด
วราวิทย์ - เรียกไป 86 ล้านสุดท้ายศาลตัดสินมา 64 ล้านบวกดอกเบี้ยก็เกือบ 70 ล้านถูกต้องไหมครับ
"สุรพล" - ถูกต้องครับโดยศาลก็ให้แยกแยะทั้งหมด ว่าเป็นความผิดพลาดของกกต.ที่วินิจฉัยไม่รอบคอบรวบรัดเร่งรีบ จนกระทั่งเกิดความเสียหายให้กับนักการเมืองคนหนึ่งที่เป็นส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ทำให้เสียประโยชน์ทั้งพรรคเพื่อไทยและตัวส.ส.สุรพล เกียรติไชยากร เสียโอกาสทำหน้าที่ให้กับประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร ศาลยุติธรรมจึงให้ความเป็นธรรม ได้ความยุติธรรมคืนมาให้กับประชาชนเขตเลือกตั้งที่ 8 และคืนศักดิ์ศรีให้กับส.ส.สุรพล ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์