แต่คำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนก็คือ พรรคนี้จะแรงพอที่จะเป็นพรรคสำรองให้ “บิ๊กตู่” หรือไม่ เพราะต้องมั่นใจว่าได้ ส.ส.เกิน 25 เสียง เพื่อให้มีสิทธิ์เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ให้ที่ประชุมรัฐสภาโหวตลงคะแนนหลังเลือกตั้ง
ปัญหาที่เกิดขึ้น ยังสะเทือนถึงอนาคตทางการเมืองของ "บิ๊กตู่" อย่างลึกซึ้ง เนื่องจาก
-เมื่อยังไม่มีพรรคสำรอง อำนาจต่อรองทางการเมืองย่อมน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ "พี่ใหญ่" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
-พรรคพลังประชารัฐกลายเป็นฐานที่มั่นเดียวที่เหลือของ “บิ๊กตู่” ยังไม่นับพรรครวมพลัง ที่อาจจะฟื้นขึ้นมาเป็นทางเลือกในอนาคต แต่ตอนนี้แผนหยุดชะงัก
-พรรคพลังประชารัฐ ปิดประตูไม่ให้ "บิ๊กตู่" เข้า
-"บิ๊กตู่" ขาลอย รอลุ้นว่า "บิ๊กป้อม" และพรรคพลังประชารัฐจะเสนอชื่อตนเป็นแคนดิเดตนายกฯหรือไม่
-แม้ "บิ๊กป้อม" จะเสนอชื่อ "บิ๊กตู่" เป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่พรรคพลังประชารัฐก็เผชิญภาวะขาลง เจอปัญหาเลือดไหลออก และความแตกแยกแตกร้าว ขุนพลถูกเล่นงานจนแตกทัพ อย่างเช่น ปารีณา สิระ และ ดร.เสกสกล ทำให้เกิดความสับสนอลหม่านภายในพรรค
-ป่านนี้ยังไม่รู้ว่าจะส่งผู้สมัครรักษาเก้าอี้ ส.ส.ราชบุรี เขต 3 แทน "เอ๋" ปารีณา ไกรคุปต์ ที่ถูกศาลฎีกาสั่งพ้นตำแหน่ง ส.ส.หรือไม่ ทุกกอย่างขึ้นกับการตัดสินใจของ "บิ๊กป้อม" แต่ที่ผ่านมา "บิ๊กป้อม" อยู่ต่างประเทศ มีข่าวว่าลาประชุม ครม.ไปอังกฤษ จึงต้องรอ"บิ๊กป้อม" กลับมา ก่อนจะประชุมเคาะว่าจะส่งหรือไม่ส่งผู้สมัคร และถ้าส่งจะส่งใคร
บทสรุปทางการเมือง ณ เวลานี้ก็คือ ยิ่งพลังประชารัฐขาลง "บิ๊กตู่" ยิ่งขาลอย