เนชั่นทีวี

ข่าว

สว.เอกฉันท์ 143 เสียงเห็นชอบ “ขจรเดช” ผู้พิพากษาศาลฎีกา นั่ง “คตง.”

26 ต.ค. 2569 | katchatapong_lee

สว.เอกฉันท์ 143 เสียงเห็นชอบ “ขจรเดช” ผู้พิพากษาศาลฎีกา นั่ง “คตง.”

วุฒิสภา เอกฉันท์ 143 เสียง เห็นชอบ “ขจรเดช” ผู้พิพากษาศาลฎีกา นั่ง “คตง.” ชงเปิดข้อมูลรัฐให้ประชาชนร่วมตรวจสอบทุจริต ยกเหตุพระราม 2–ตึก สตง. สะท้อนปัญหาเชิงระบบ

วุฒิสภา เอกฉันท์ 143 เสียง เห็นชอบ “ขจรเดช” ผู้พิพากษาศาลฎีกา นั่ง “คตง.” ชงเปิดข้อมูลรัฐให้ประชาชนร่วมตรวจสอบทุจริต ยกเหตุพระราม 2–ตึก สตง. สะท้อนปัญหาเชิงระบบ

KEY

POINTS

  • วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ 143 เสียง เห็นชอบ “ขจรเดช เจนวัฒนานนท์” เป็น คตง. แทนตำแหน่งที่ว่าง
  • ชูแนวคิดใช้ Big Data และ AI เปลี่ยนจากตรวจสอบหลังเกิดเหตุเป็นสร้างระบบป้องกันทุจริตล่วงหน้า
  • เสนอเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ดึงประชาชนร่วมตรวจสอบ พร้อมใช้เทคโนโลยีภายใต้หลักกฎหมายและความรับผิดชอบ

ที่ประชุมวุฒิสภา มีมติการลงมติลับ แบบเอกฉันท์ 143 เสียง เห็นชอบให้ นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา และอดีตประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ คตง. แทนตำแหน่งนางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ คตง. ที่ว่างลง

สว.เอกฉันท์ 143 เสียงเห็นชอบ “ขจรเดช” ผู้พิพากษาศาลฎีกา นั่ง “คตง.”

นายขจรเดช สำเร็จการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง, นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายระหว่างประเทศ The American University, นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายระหว่างประเทศ Southern Methodist University, Master of laws Tax กฎหมายภาษีอากร University of London และเนติบัณฑิต สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

 

ประสบการณ์การทำงาน

1 เมษายน 2555 – 31 มีนาคม 2556: ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

1 เมษายน 2556 - 30 กันยายน 2558: ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2559: รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9

1 ตุลาคม 2559 - 30 กันยายน 2560: รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 2

1 ตุลาคม 2560 – 30 กันยายน 2562 ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

1 ตุลาคม 2562 - 30 กันยายน 2565 ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์

1 ตุลาคม 2565 - 30 กันยายน 2566 ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

1 ตุลาคม 2566 - 30 กันยายน 2568 อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค 7

1 ตุลาคม 2568 - 30 กันยายน 2569 ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์ภาค 2

ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลฎีกา

ทั้งนี้ ในการแสดงความคิดเห็นและการสัมภาษณ์ของนายขจรเดช ต่อคณะกรรมการสรรหา คตง.นั้น นายขจรเดช เห็นว่า อำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไม่ใช่แค่ตรวจ แต่ต้องออกแบบระบบกันโกง ก่อนอื่นต้องเข้าใจพฤติกรรมคนโกงก่อน คนโกงไม่กลัวกฎหมาย แต่คนโกงกลัวระบบที่จับผิด ปัญหาการทุจริต งบประมาณไม่ใช่เรื่องคนโกง แต่คือระบบที่เปิดช่องให้คนโกง เพราะฉะนั้น การจัดตั้งระบบกันโกงที่ดีมีประสิทธิภาพ สำคัญกว่าไล่จับคนโกง วิสัยทัศน์ของตนคือ เปลี่ยนจาก การตรวจหลังเกิดเหตุ เป็นปิดโอกาสก่อนเกิดเหตุ การปิดโอกาสก่อนเกิดเหตุมีด้วยกัน 3 ประการ คือ

 

1. ข้อมูล Big Data ไม่ใช่เป็นเพียงข้อมูลที่เก็บได้มากเท่านั้น แต่สามารถเปลี่ยนข้อมูล เป็นสัญญาณเตือนการทุจริตได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย การทุจริตทุกประเภทจะทิ้งร่องรอยข้อมูล ไว้เสมอ หน้าที่ของเราคือค้นพบให้เร็วก่อนที่ความเสียหายจะเกิด

2. เทคโนโลยี เทคโนโลยีจะช่วยป้องกันการทุจริต ข้อมูลคือหลักฐานของอดีต แต่เทคโนโลยีคือเครื่องมือป้องกันอนาคต ดังนั้น เทคโนโลยีไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือในการตรวจจับ ทุจริต แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างระบบที่ทำให้การทุจริตเกิดขึ้นได้ยาก

3. ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ ตรวจสอบได้ก่อนทุกขั้นทุกตอน การทุจริตไม่หายไป เพราะการตรวจ คนโกงเหล่านี้ไม่กลัวการตรวจ แต่การทุจริตจะหายไปเพราะความจริงถูกเปิดเผย คนโกงเหล่านี้กลัวความจริงที่จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน เพราะฉะนั้น เป้าหมายการตรวจเงิน แผ่นดินไม่ใช่การเพิ่มจำนวนคดีทุจริตที่ตรวจพบ แต่คือการลดจำนวนคดีทุจริตที่เกิดขึ้นจริง การกำหนดแนวทางงบประมาณคือการกำหนดทิศทางของประเทศ เงินทุกบาทของงบประมาณ คือการตัดสินใจว่าประเทศจะพัฒนาไปทางใด คนรุ่นต่อไปจะมีโอกาสหรือเสียโอกาสเพียงใด

ดังนั้น การตรากฎหมายพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๑ มิใช่เป็นเรื่องตัวเลข ทางบัญชีเท่านั้น แต่คือการอำนวยความยุติธรรมต่อประชาชนผู้เสียภาษี หากรัฐใช้งบประมาณ ผิดทิศผิดทาง ผิดวัตถุประสงค์ หรือปล่อยให้เกิดการรั่วไหล นั่นไม่ใช่ความเสียหายทางการเงินเท่านั้น แต่คือการทำลายโอกาสของประชาชน งบประมาณจึงมิใช่เพียงตัวเลข งบประมาณจึงมิใช่เพียงเงิน ของรัฐ แต่งบประมาณคือความหวังของประชาชนที่ฝากไว้กับรัฐ เพราะฉะนั้น การทำให้ประชาชน เชื่อว่าเงินแผ่นดินถูกใช้ไปอย่างสุจริต โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ดังนั้น ความเชื่อมั่นของประชาชนยิ่งมากเท่าไร เสถียรภาพของรัฐก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ผมไม่ได้ต้องการ เป็นผู้ตรวจที่เก่งที่สุด แต่ผมต้องการเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่ทำให้คนโกงทำงาน ยากขึ้น คนดีทำงานง่ายขึ้น เพราะเงินแผ่นดินคือความหวังของประชาชนทั้งประเทศ เงินแผ่นดิน

 

ส่วนนโยบายของ คตง. มีความต้องการจะนำ AI มาใช้ในการตรวจสอบนั้น การนำ Al มาใช้ จะมีความเสี่ยงอะไรบ้าง แล้วจะสามารถป้องกันความเสี่ยง หรือมีวิธีการที่จะป้องกันความเสี่ยงได้อย่างไรบ้างนั้น นายขจรเดช มองว่า เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเท่านั้น เพราะฉะนั้น AI เป็นแค่เครื่องมือ AI ฉลาดได้เพราะคน ไม่ได้ฉลาดเพราะตัวเอง เพราะฉะนั้น เรากรอกข้อมูล มากเท่าไร ความฉลาดก็มีมากขึ้นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดี AI หรือสิ่งที่ช่วยให้ AI ทำงานได้มากขึ้น อยู่ที่หลัก 3 อย่าง คือ

1. การทำงานของ คตง. จะต้องมีข้อเท็จจริงที่ชัด เพราะฉะนั้นการให้ข้อเท็จจริงต่อ A ต้องชัดเจน

2. หลักกฎหมายต้องมั่นคง ต้องใส่หลักกฎหมายให้ AI ทราบ ให้ครอบคลุมทั้งหมด และมีการเปรียบเทียบกับต่างประเทศ

3. AI จะต้องเหนือกว่ามนุษย์ตรงที่ว่า จะต้องให้เหตุผล ต้องอธิบายต่อสาธารณชนได้

 

เพราะฉะนั้น AI อาจจะจำได้แค่ข้อกฎหมายอย่างเดียว แต่ไม่รู้ถึง เจตนารมณ์ของกฎหมาย การฝึกเป็นนักกฎหมายที่ดี จำอย่างเดียวช่วยอะไรได้ไม่มาก แต่สิ่งที่จะ ช่วยให้การทำกฎหมายได้ดีคือการเข้าใจเจตนารมณ์ เพราะฉะนั้น AI เราต้องพัฒนาเข้าไปถึงลึกกว่า กฎหมายนั้น ๆ แต่ต้องเข้าไปถึงเจตนารมณ์ เข้าไปถึงเหตุผล เข้าไปถึงที่อธิบายให้กับประชาชน ให้เกิดความมั่นใจต่อประเทศได้

 

นายขจรเดช ยังกล่าวถึงความเสี่ยงของการใช้ AI ว่า ทุกอย่างมีความเสี่ยงหมด ประเทศไทย ไม่ล้มเหลวเพราะไม่มีงบประมาณ แต่ประเทศไทยจะล้มเหลวเพราะขาดวินัยการเงินการคลัง และ ขาดความซื่อสัตย์สุจริตในการใช้งบประมาณ AI เป็นแค่เครื่องมือ แต่ผมถามจริง ๆ เลยว่าเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นที่ถนนพระรามที่ 2 ก็ดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ตึก สตง. ก็ดี เหตุการณ์ที่รถไฟชนรถเมล์ คนที่นั่งบนรถเมล์อยู่ดี ๆ ใครจะรู้ว่าอีกเสี้ยววินาทีจะถึงแก่ความตาย เกิดจากคนหรือเกิดจากระบบ ต้องถามก่อนว่า เกิดจากคนหรือเกิดจากระบบ เรียนว่าเกิดจากระบบ ประเทศที่เจริญกว่าเราระบบ เขาดี เขานำคนเข้าไปสู่ระบบ แต่ของเราไปนำคนที่คิดว่าดีเข้าไปในระบบและคิดว่าจะพัฒนาระบบ ไม่ใช่ เรียนท่านกรรมการสรรหาทุกท่านว่า ที่ผมเข้ามารับการสรรหาวันนี้เพราะผมต้องการเปลี่ยนระบบป้องกันโกง เพราะฉะนั้น AI จะช่วยเราสร้างระบบป้องกัน แต่ถามว่าการโกงมีหรือไม่ มีแน่นอน แต่ต้องทำให้เกิดน้อยที่สุด เกิดยากที่สุด

 

ส่วนแรงผลักดัน ที่ทำให้ท่านอยากมาทำงานในหน้าที่ของ คตง.มากกว่าการเป็นผู้พิพากษานั้น นายขจรเดช เปิดเผยว่า ตอนที่ตนเรียนจบใหม่ ผมไม่ได้คิดว่าจะเป็น ผู้พิพากษาหรือเป็นอัยการ หรือเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย ตนสอบใหม่ ๆ ผมไปอยู่ Law Firm อยู่ทาง Baker McKenzie อยู่กับ Mr. James Burley ท่านบอกผมว่า ขจรเดช your English is very bad คุณต้องไปเรียนภาษาอังกฤษก่อน ผมถูกส่งไปเรียนภาษาอังกฤษโดยทุนของออฟฟิศ เมื่อไปเรียนกฎหมายได้ไปพบเพื่อนที่นั่น เพื่อนทุกคนจบเนติบัณฑิตและเรียนปริญญาโท 2 ใบ เพื่อมาสอบสนามเล็ก ผมจึงถูกเพื่อน ๆ กลืนไปว่ามาเป็นผู้พิพากษากันดีกว่า เป็นทำไมทนายความ แต่ทุกวันนี้ ผมยังทำงานอยู่ แต่ปัจจุบันเพื่อนผมเป็น senior partner ของ BakerMckenzie เงินเดือนไม่ต้องพูดถึง จำนวนมาก แต่ผมมีความภูมิใจว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตผม คือ 1. ความอิสระ ความเสรีภาพ ผมอยากจะไปไหนก็ไปได้ 2. สุขภาพ 3. เงินเดือนผู้พิพากษา เลี้ยงผมมา สถาบันเลี้ยงผมมา โดยที่เงินพอมี พอใช้ ไม่รวย แต่ทำทุกอย่างได้ตามที่ใจชอบ ในขอบเขตที่เป็นไปได้ เพราะฉะนั้น ผมมีความภูมิใจอยู่แล้ว ถามว่าทำไมผมเป็นผู้พิพากษาแล้วถึง มาสมัครเข้ารับการสรรหาเป็น คตง. ผมเรียนจบที่ London School of Economics เรียนภาษีมา ผมทำงานภาษีมาตลอด แต่ทุกท่านต้องเข้าใจว่าศาลไม่ได้มีศาลเดียว และศาลใช้ระดับอาวุโส เพราะฉะนั้นต่อให้ท่านเก่งอย่างไร แต่หากอาวุโสกว่าขออยู่ศาลภาษีท่านก็ต้องไปอยู่ศาลอื่น ผมเคยขออยู่ศาลภาษีแต่คิวไม่ถึง ผมไปอยู่ศาลแรงงาน ผมก็ทำงานศาลแรงงานได้ เพราะฉะนั้น การเป็นผู้พิพากษา การเป็นนักกฎหมาย ทำอะไรได้เหมือนพระบิดากฎหมายไทย ท่านเป็นลูกของ รัชกาลที่ 5 ท่านเรียนจบกฎหมายมา แต่ท่านให้ไปอยู่กรมที่ดิน เขาบอกว่าเอานักกฎหมาย ไปทำนาหรือ ไม่ใช่ครับ ท่านไปออกแบบกฎหมายที่ดิน สร้างโครงสร้างกฎหมายที่ดิน เพื่อให้เป็นธรรม ต่อทุกคนที่ถือครองที่ดิน เพราะฉะนั้นที่ผมมาเป็น คตง. เพื่อนำความรู้ของผมสร้างระบบป้องกันโกง ให้คนโกงได้ยากขึ้น คนดีทำงานได้ง่ายขึ้น

 

นายขจรเดช ยังมองว่า ระบบการตรวจสอบการเงินที่ดีที่สุด คือนำประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วม เพราะประชาชนจะเป็นเสียงส่วนใหญ่และเป็นสิ่งที่ทำให้มีการตรวจสอบได้กว้างที่สุด อย่างที่ผมเรียนท่านว่า คนโกงเขาไม่กลัวการตรวจ แต่กลัวความจริงที่จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน เพราะฉะนั้นระบบที่ดีที่สุดคือ นำสาธารณชนเข้ามาร่วมอยู่ในคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเพิ่มขึ้น ไม่ว่าในรูปแบบไหน เพราะฉะนั้นประเทศฟิลิปปินส์ใช้ก่อนแล้ว ระบบค่าสัมประสิทธิ์ของการทุจริต ในประเทศฟิลิปปินส์ดีขึ้นทุกปีเพราะเหตุผลนี้

 

ส่วนพอจะจำแนกกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ที่จะมีการฮั้วประมูลกันกี่รูปแบบนั้น นายขจรเดช ระบุว่า สมัยนี้พัฒนาไปไกล เมื่อก่อนเราคิดได้ว่า เราเขียน TOR ด้วยตัวเองใช่หรือไม่ ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เขาให้คนประมูลมาเขียนเอง แล้วส่งให้กับรัฐ แล้วรัฐทำเอง ทุกอย่าง ตอนนี้กลายเป็นระบบกลายพันธุ์แล้ว ตอนนี้ผมเรียนว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือ เปิดเผยความจริง ต่อสาธารณชนให้มากที่สุด ประชาชนเก่งกว่าสมัยก่อนมาก ประชาชนรู้ดีมากกว่าคนที่เป็นตัวแทน ของรัฐเสียอีก ผมเชื่อว่า ประชาชนคือคนที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ข่าวล่าสุด