เนชั่นทีวี

Business

จีดีพีไตรมาสแรกโต 2.8% 'สภาพัฒน์' คงเป้าทั้งปี 2% ชี้ พ.ร.ก. เงินกู้ดันจีดีพี 0.4%

19 พ.ค. 2569

จีดีพีไตรมาสแรกโต 2.8% 'สภาพัฒน์' คงเป้าทั้งปี 2% ชี้ พ.ร.ก. เงินกู้ดันจีดีพี 0.4%

สภาพัฒน์ เผยจีดีพีไตรมาสแรกปีนี้ 2.8% เร่งขึ้นจากไตรมาส 4 รับอานิสงส์ส่งออกโต 12.6% คงเป้าจีดีพีทั้งปี 2% จับตาดุลการค้าขาดดุลครั้งแรกรอบ 14 ไตรมาส ชี้ พ.ร.ก. เงินกู้ดันจีดีพี 0.4%

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุ ภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปี 2569 จีดีพีขยายตัว 2.8% เร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2569 ที่ขยายตัว 2.5% เศรษฐกิจไทยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการลงทุนรวมขยายตัวถึง 9.9% เป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ปี 2558 โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเร่งขึ้นถึง 10.1% ตามการลงทุนหมวดเครื่องจักรและเครื่องมืออุตสาหกรรมที่ขยายตัวขึ้น ขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัว 9.4%

ขณะที่การส่งออกสินค้ามีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว17.8% เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัวได้ 9.4% ตามความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในตลาดโลก โดย สศช.ปรับประมาณการส่งออกทั้งปีเป็น 9.6% สูงกว่าเดิมที่ 2% จากการผ่อนคลายมาตรการภาษีของสหรัฐ และแนวโน้มความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

ประเด็นการส่งออกไปสหรัฐต้องเฝ้าระวังการบังคับใช้มาตรา 301 การกีดกันการค้าไทยและกระทรวงพาณิชย์กำลังชี้แจง โดย สศช.ระบุว่าข้อมูลที่ต้องเฝ้าระวัง คือ การนำเข้าสินค้ากลับขยายตัวสูงถึง 33.1% เป็นการขยายตัวสูงสุดรอบ 18 ไตรมาส ผลให้ขาดดุลการค้าครั้งแรกรอบ 14 ไตรมาส ที่มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ หรือ 6.9 หมื่นล้านบาท

จีดีพีไตรมาสแรกโต 2.8% 'สภาพัฒน์' คงเป้าทั้งปี 2% ชี้ พ.ร.ก. เงินกู้ดันจีดีพี 0.4% จีดีพีไตรมาสแรกโต 2.8% 'สภาพัฒน์' คงเป้าทั้งปี 2% ชี้ พ.ร.ก. เงินกู้ดันจีดีพี 0.4%
 

สำหรับการขาดดุลส่วนหนึ่งเกิดจากการนำเข้าทองคำ โดยไตรมาส 1 ปี 2569 นำเข้าทองคำ 3 แสนล้านบาท หากหักรายการนี้ออกดุลการค้าไทยยังเกินดุล โดยช่วงที่ผ่านมาปริมาณซื้อขายทองคำในไทยสูงมากบางวันมากกว่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เกิดจากพฤติกรรมซื้อขายและเก็งกำไรมากขึ้น

ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% สูงขึ้นกว่าไตรมาสก่อนเล็กน้อย และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน มี.ค.2569 มีมูลค่า 12.68 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.38% ของ GDP ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ที่ 2.8 แสนล้านดอลลาร์

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 1.5-2.5% โดยมีค่ากลาง 2.0% เท่ากับประมาณการครั้งที่ผ่านมา โดยรวมปัจจัยผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ รวมทั้งการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท

จีดีพีไตรมาสแรกโต 2.8% 'สภาพัฒน์' คงเป้าทั้งปี 2% ชี้ พ.ร.ก. เงินกู้ดันจีดีพี 0.4%

ส่วน พ.ร.ก.เงินกู้ฯนั้น สศช.ได้คำนวณว่าหากไม่ออก พ.ร.ก.ส่วนนี้ตัวเลขจีดีพีจะลดลง 0.4% ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ถึง 2% โดยผลการออก พ.ร.ก.ต่อเศรษฐกิจจะทำให้มีเม็ดเงินทยอยลงสู่ระบบเศรษฐกิจ 1.7-2.0 แสนล้านบาทในปีนี้ ขณะที่อีก 2 แสนล้านบาทจะลงสู่ระบบเศรษฐกิจปี 2570 

ทั้งนี้กรณีที่ต้องรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่มาจากปัจจัยตะวันออกกลางที่กระทบต่อประชาชนในระยะต่อไปเงินกู้ตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้ออกแบบให้สามารถโยกวงเงินจากรายการเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาสู่การเยียวยาประชาชนได้ตามความจำเป็น

นายดนุชา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือปีนี้มีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบราคาพลังงาน ภาคขนส่ง และต้นทุนสินค้า โดยทำให้เงินเฟ้อและค่าครองชีพที่จะเป็นวิกฤตที่ตามมาได้ในอนาคต 

ทั้งนี้แม้ไตรมาส 1 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ 0.5% แต่เริ่มเห็นสัญญาณการส่งผ่านต้นทุนจากผู้ผลิตไปผู้บริโภคในเดือน เม.ย.2569 ที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มเป็น 2.8% และบางเดือนที่เหลืออาจเป็นเงินเฟ้อสูงกว่ากรอบเงินเฟ้อทั้งปีที่คาดไว้ 2-3% เพิ่มจากเดิมที่คาดว่าติดลบ 0.3%

“ไทยไม่ได้เผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ต้องระวังวิกฤติค่าครองชีพที่เกิดจากต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ยังไม่รู้จะจบเมื่อไหร่เพราะตอนนี้อิหร่าน สหรัฐ และอิสราเอลยังไม่ได้ข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งมาตรการที่ลงไปคือมาตรการในการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนมีภาระลดลงในช่วงที่ราคาสินค้าทยอยปรับตัวสูงขึ้น” นายดนุชา กล่าว

สำหรับประเด็นการบริหารเศรษฐกิจที่ สศช.แนะนำให้รัฐบาลให้ความสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจในปีนี้ ได้แก่

1.บริหารจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงาน และการดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น

2.ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนเร่งรัดโครงการที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง และใช้ระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวก

3.รักษาแรงส่งภาคส่งออกเตรียมพร้อมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ และเร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ๆ

4.เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า 90.7%

5.ดูแลภาคเกษตร และรับมือภัยแล้งเตรียมจัดหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตรทดแทน และบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงครึ่งปีหลัง

6.แก้ปัญหาหนี้สิน และสินเชื่อเร่งปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนเชิงรุก และช่วย SMEs ให้เข้าถึงสภาพคล่อง