svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

สภาพัฒน์ แถลงจีดีพีปี 2568 โตเกินคาด 2.4% คาดปี 2569 โตได้ 2%

16 ก.พ. 2569

สศช. แถลงจีดีพีปี 68 ขยายตัวได้ 2.4% จากการส่งออก บริโภค การลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 4 คาดปี 69 โต 1.5 – 2.5% (ค่ากลาง 2%)

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2569  โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2568 ขยายตัว 2.5% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 1.2% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 68 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทย ในไตรมาสที่ 4 ขยายตัวจากไตรมาสที่สาม 1.9% รวมทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4% เทียบกับการขยายตัว 2.9% ในปี 2567

โดยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีในส่วนของ การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 3.3% เร่งขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวของการใช้จ่ายในทุกหมวด โดยการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนขยายตัวเร่งขึ้นก่อนมาตรการ สนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าระยะแรก (EV 3.0) จะสิ้นสุดลง และการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทนและ กึ่งคงทนได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ในรายหมวด การใช้จ่ายในหมวดบริการขยายตัว 3% เร่งขึ้นจาก 2% ในไตรมาสก่อน ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของการใช้จ่ายกลุ่มบริการด้านสุขภาพ และบริการขนส่งเป็นสำคัญ การใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทนขยายตัว 12.2% เร่งขึ้นจาก 6% ในไตรมาสก่อนหน้า
 

สำหรับ แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 สศช.คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 -2.5% (ค่ากลาง 2%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย 1. การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภค บริโภคและการลงทุนภาคเอกชน 2. การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่าย ลงทุน 3. การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และ 4. ปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อ การขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังคงมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง ทั้งจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้า ความยึดเยื้อของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความแตกต่างของการดำเนินนโยบายการเงิน ความเปราะบางในหวงโซ่อุปทานกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าไฮเทค ความเสี่ยงจากการปรับฐานราคาในตลาดทุน และความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงจนสงผลใหพื้นที่ทางการคลังมีจำกัด

ขณะที่ระดับหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจ SMEs ยังเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังคงสูงกวาช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ท่ามกลางรายได้ที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะกดดันให้อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัวลง

นอกจากนี้ ยังรวมถึงความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ซึ่งหลายประเทศสำคัญเริ่มมีการบังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้มีแนวโน้มที่จะลงผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมส่งออกที่มีสัดสวนการปลอยคาร์บอนสูง อาทิ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย และซีเมนต์ และ สร้างแรงกดดันต่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ที่ยังขาดศักยภาพและปรับตัวไม่ทันตอเกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืน

อีกทั้งเงื่อนไขและบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง ที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและกระทบต่อกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 รวมถึง การดำเนินนโยบาย มาตรการตาง ๆ ที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจาทางการค้ากับประเทศสำคัญ