เนชั่นทีวี

Business

รับแล้ว 3 คดีพิเศษกักตุนน้ำมัน พบ 5 คลังใหญ่ กักตุนน้ำมัน

16 เม.ย. 2569

รับแล้ว 3 คดีพิเศษกักตุนน้ำมัน พบ 5 คลังใหญ่ กักตุนน้ำมัน

รับแล้ว 3 คดีพิเศษกักตุนน้ำมัน พบ 5 คลังใหญ่ทำผิด รวมทั้งประวิงเวลาขนส่ง ส่งไม่ถึงปลายทาง ต้นเหตุให้น้ำมันขาดแคลน ด้าน รมว.ยธ. ลั่นต่อไปจะไม่มีไอ้โม่ง จะมีแต่ผู้ต้องหา

16 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) พล.ต.อ.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผบ.ตร.  ในฐานะผอ.ศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการ ศรชล. และนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการปฏิบัติการเชิงรุก ขยายผลตรวจสอบน้ำมันที่หายไปและการกักตุนน้ำมัน โดยได้ไล่เรียงชี้แจงพฤติการณ์และแผนประทุษกรรมของการกระทำความผิดที่ตรวจสอบพบและดำเนินการเป็นคดีพิเศษ

รับแล้ว 3 คดีพิเศษกักตุนน้ำมัน พบ 5 คลังใหญ่ กักตุนน้ำมัน

 

โดย พล.ต.อ.ธัชชัย ชี้แจงรายละเอียดการเข้าสืบสวนสอบสวนของตำรวจ จนพบความผิดปกติ โดยระบุว่า ช่วง20-25 มี.ค.69 มีสถานีบริการน้ำมันปิดตัวหลายแห่ง และน้ำมันดีเซลขาดแคลน จึงได้ให้ตำรวจทั่วประเทศตรวจสอบว่าทำไมน้ำมันถึงขาดแคลน ซึ่งได้มีการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน และคลังน้ำมัน รวมถึงจากการวิเคราะห์ ข้อมูลทั้งหมดในการหาสาเหตุน้ำมันขาดแคลนทั้งจากการสู้รบ คำสั่งของรัฐบาล และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้น้ำมันเริ่มขาดแคลน และการลอยตัวของน้ำมันวันที่26 มี.ค.69 โดยใช้ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์คือ ช่วงวิกฤตน้ำมันของจ็อบเบอร์แพง ทำให้ไม่สามารถขายน้ำมันได้ น้ำมันกลับเข้าไปที่คลัง รวมถึงน้ำมันเขียวที่ขายให้ภาคประมงถูกกว่าท้องตลาด แต่ช่วงวิกฤตราคาน้ำมันเขียวสูงที่ใช้ภาคการเกษตร สูงกว่าราคาหน้าปั๊ม ทำให้ภาคประมงต้องมาหาซื้อหน้าปั๊ม โดยปกติน้ำมันเขียวจะขายวันละ 38-39 ล้านลิตร ช่วงเดือนมี.ค.69 ขายแค่ 20 ล้านลิตร ซึ่งภาคประมงมาซื้อหน้าปั๊ม 18-19 ล้านลิตร อาจจะทำให้ความต้องการเพิ่มขึ้นจึงเป็นปัญหาอีกส่วนหนึ่ง รวมถึงข้อมูลส่วนน้ำมันสำรองของคลังน้ำมัน ม.7 ที่จะต้องมีการสำรองน้ำมันไว้ 1%ไว้ที่คลังน้ำมัน

 

ทำให้จากการสืบสวนและวิเคราะห์ปัจจัยทั้งหมด พบว่า มีคลังน้ำมัน 5 แห่งที่น่าสงสัยว่า มีปริมาณน้ำมันที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นคลังน้ำมันตาม ม.7 จำนวน 3 แห่ง และจ็อบเบอร์จำนวน 2 แห่ง

โดยมี 3 ส่วนที่ผิดปกติ คือ

 

ส่วนที่ 1 น้ำมันในคลังมีมาก แต่จ่ายน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่เคยจ่าย คือ มีน้ำมันอยู่แต่ไม่ได้จ่ายออกไป ซึ่ง พล.ต.อ.ธัชชัย ได้ยกตัวอย่างน้ำมันในคลัง จากกราฟ เพื่อให้เห็นตัวเลขภายในคลังที่ลดลง และชี้ให้เห็นความผิดปกติ วันที่ 21 มี.ค.69 การจ่ายน้ำมันต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทันที ขัดแย้งกับปริมาณน้ำมันในคลังที่มีจำนวนมาก เช่น ปริมาณในคลังมี 29 ล้านลิตร แต่จ่ายน้ำมันแค่ 2 ล้านลิตร ทั้งนี้ จะต้องไปตรวจสอบเพิ่มเติมว่า เป็นการสำรองน้ำมันหรือจ่ายน้ำมันล่วงหน้าอย่างไรหรือไม่ แต่สิ่งที่ตอบได้ชัดเจนตอนนี้คือ “คลังน้ำมัน 3 แห่งมีน้ำมันในช่วงวิกฤต ที่สามารถจ่ายให้ปั๊มน้ำมันได้ แต่ไม่จ่าย และจ่ายต่ำกว่าปกติ”

 

ส่วนที่ 2 เรื่องการขนส่งทางเรือ จากโรงกลั่น ที่พบว่า มีการเคลื่อนตัวไปช้า เพื่อให้ไปรอวันที่น้ำมันลอยตัวขึ้นราคา วันที่ 26 มี.ค.69 จึงจะไปขึ้นที่ท่า โดยพล.ต.อ.ธัชชัย ได้ยกตัวอย่าง

 

-เรือลำที่ 1 ขนส่งน้ำมันดีเซล เดินทางจากภาคตะวันออก ไปยังคลังน้ำมันภาคใต้ ปกติจะใช้เวลาเดินทาง 25ชม. ซึ่งเรือลำนี้ เดินทางออกจากท่าเรือวันที่ 24 มี.ค.69 ในช่วงเย็น แต่พอเดินทางไปแล้ว ออกปุ๊บ ก็ไปจอดเลย และไปเห็นอีกครั้งวันที่ 26 มี.ค.69 แล้วไปถ่ายน้ำมันในวันที่ 26 มี.ค.69 ซึ่งน้ำมันลอยตัว แต่กำหนดการจริงๆ ควรจะไปถึงวันที่ 25 มี.ค.69 เวลา 18.00 น. แต่เขาดีเลย์ ทำให้วันเดียวเขาสามารถทำกำไรได้ 18 บาท ส่วนจะมีเหตุผลอื่นทั้งท่าเรือ และมีเรือดีเซลเบนซิน 15 ล้านลิตร อีกหนึ่งลำ จริงๆต้องไปถึง 25 มี.ค.69 แต่ไปถึง 26 มี.ค. 69 ออกปุ๊บ แล้วไปจอด  เรือลำนี้กำไรเพิ่มทันที 30 ล้านบาท นี่คือสิ่งที่เห็นความผิดปกติในการขนส่งทางเรือ

 

ส่วนที่ 3 คือ การขนส่งน้ำมันทางบก ตรวจสอบจากคลังไปสถานีบริการน้ำมัน ที่ มีการลักลอบไปส่งไม่ตรงเป้าหมายที่กำหนด แทนที่จะไปส่งที่ปั๊ม แต่ไปส่งที่อื่น ซึ่งจากการตรวจสอบการขนส่งเกือบหมื่นเที่ยว พบว่า ใน 1 คลัง มี 612 เที่ยว ไม่มีระบุปลายทาง เพราะในใบกำกับการขนส่งจะต้องระบุปลายทางว่าไปที่ใด ซึ่ง 612เที่ยวนี้ มีน้ำมันรวมแล้ว 2 ล้านกว่าลิตร และมีน้ำมันออกจากคลังไปสถานีบริการ แล้วไม่ไปถึงปลายทาง 15 เที่ยว ประมาณ 148,000 ลิตร

 

ทำให้ได้ข้อสรุปว่า วันที่ 21-25 มี.ค.69 น้ำมันออกจากโรงกลั่น 7.9-8 ล้านลิตร มีความผิดปกติ มีการดีเลย์ทำให้น้ำมันถึงปลายทางช้า คลังน้ำมัน 5 คลังพบว่า มีน้ำมันรวมกัน 44.6 ล้านลิตรในช่วงวิกฤต แต่น้ำมันส่วนนี้ไม่ได้ถูกจ่ายออกไป ทั้งที่มีในคลังจำนวนมาก และทางบกก็มีความผิดปกติ 2 ล้านกว่าลิตร จึงคาดว่าจะสามารถทำให้น้ำมันขาดแคลน

 

โดยหลังจากนี้จะต้องสอบปากคำ 64 ราย และตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวมีความผิดกฎหมายหรือไม่ โดยหากพบการกระทำผิดกฎหมายจะต้องดำเนินคดีโดยทันที โดยจะมีฐานความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ ปฏิเสธการจำหน่ายและประวิงเวลา และ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่มีใบกำกับ

 

พล.ต.อ.ธัชชัย ยืนยันว่า หลังจากนี้จะมีการตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทั้งหมด ว่ามีการกักตุน หรือประวิงเวลาหรือไม่ ตั้งแต่คลังไปสถานีบริการว่า มีบุคคลใดเกี่ยวข้องหรือไม่

 

ขณะที่ พล.ต.ต.นพศิลป์ ระบุถึงการทำงานของฝ่ายสืบสวน เพิ่มเติมว่า ฝ่ายสืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานทุกมิติ โดยนำข้อมูลจากโรงกลั่น 6 โรง และคลังน้ำมัน 92 แห่ง ที่จะต้องรายงาน รายการบัญชีรับและจ่ายน้ำมันเป็นรายวัน รวมถึงข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของโรงกลั่นและคลังน้ำมันมาตรวจสอบ เพื่อหาความผิดปกติ และนำข้อมูลของรถน้ำมันขนส่ง 11,067 คัน ทำให้ทราบเส้นทางการเดินรถ รวมถึงนำข้อมูลของบริษัทจ็อบเบอร์ 245 บริษัท เพื่อทำให้ทราบว่าไปรับน้ำมันจากคลังหรือโรงกลั่นหรือไม่ ข้อมูลสถานีบริการน้ำมัน 24,556 สถานี ซึ่งมีการปิดสถานีไปแล้ว 187 สถานี ช่วง 16-17 มี.ค.69

 

จากการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดนี้ และจากพยานหลักฐานทั้งหมด ทำให้เกิดสมมติฐาน 3 ข้อ คือ รถขนส่งรับน้ำมันจากคลัง แต่ไม่ไปที่ปั๊มน้ำมัน และมีบางรายรับน้ำมันแล้วถ่ายใส่รถ แล้วไม่ได้นำเข้าปั๊ม และพบว่าคลังน้ำมันมีการรายงานเท็จว่าไม่มีการรับน้ำมันช่วงเดือนมีนาคม69 แต่พบรถขนส่งน้ำมันบริษัทตัวเองวิ่งไปที่คลังของตัวเองเพื่อส่งน้ำมัน รวมถึงเรื่องของการประวิงเวลา ช่วง 20-25 มี.ค.69 ที่ไปตรวจที่คลังน้ำมัน พบว่า มีน้ำมันคาอยู่ในคลัง และวันที่ 26 มี.ค.69 พบมีการจ่ายน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และมีการใช้ไฟฟ้าที่ผิดปกติจริงๆ

 

ทำให้ ในวันที่ 8 เม.ย.69 เจ้าหน้าที่จึงได้การเข้าตรวจสอบคลังน้ำมัน 4จุด จ.ขอนแก่น จ.ระยอง จ.สมุทรสาคร และ จ.ปทุมธานี พบความผิด 3 จุดที่ดำเนินคดี

 

คือ 1.กรณี รับน้ำมันจากคลัง แล้วไม่เข้าปั๊ม ซึ่งได้ทำการตรวจสอบบริษัทหนึ่งเป็นจ็อบเบอร์ และมีสถานีบริการน้ำมันเป็นของตัวเองที่ จ.ขอนแก่น โดยพบพฤติการณ์ว่า บริษัทนี้ นำรถขนน้ำมันของตัวเอง ไปรับน้ำมันที่คลังน้ำมัน แต่ไม่ไปส่งน้ำมันปลายทางที่ระบุไว้ ตามใบกำกับการขนส่ง แต่มีรถมารับเพื่อเก็บกักไว้ จึงถือว่า มีความผิด ซึ่งการดำเนินคดีในปัจจุบัน โดยได้ให้พลังงานจังหวัดขอนแก่น ไปแจ้งความเอาผิด กับ บริษัท ในฐานะนิติบุคคล และกรรมการบริษัท รวมถึงหุ้นส่วน ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ในข้อหา ถ่ายเทน้ำมันในสถานที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต และไม่ได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวง เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่ถ่ายเทน้ำมัน

 

2.กรณีเข้าตรวจคลังน้ำมันในอำเภอนิคมพัฒนา จ.ระยอง พบว่า มีการจำหน่ายน้ำมันเตาโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีถังเก็บเกิน 2 แสนลิตร ซึ่งต้องจดทะเบียน เป็นผู้ค้าน้ำมันตาม ม.10 แต่บริษัทนี้เคยจดทะเบียนมาแล้วแต่ยกเลิกแล้ว ไม่ได้จดใหม่ แต่ยังมีถังเก็บน้ำมันอยู่ รวมทั้งยังใช้รถขนส่งน้ำมันของบริษัทตัวเองไปรับน้ำมัน ที่จ.สระบุรี ซึ่งเป็นการรับจ้างการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งพลังงานจังหวัดระยอง จะไปแจ้งความเอาผิด ตามความผิด พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหาจำหน่ายน้ำมันและมีถังเก็บเกิน 2 แสนลิตร โดยไม่จดทะเบียนผู้ค้าตามมาตรา 10 ขนส่งน้ำมัน ไม่จดทะเบียนตาม ม.12

 

3.ยังมีการตรวจสอบคลังน้ำมันที่เป็นจ็อบเบอร์ ในจ.สมุทรสาคร พบว่า มีถังเก็บน้ำมันดีเซล 4 หมื่นลิตร พร้อมหัวจ่าย ให้ลูกค้ามาเติมมีการเก็บเงินค่าน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต และพบว่า การขอใช้ถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว แต่ห้วงเวลาวิกฤตนำมาใช้เก็บน้ำมันดีเซล รวมถึงพบว่า มีการถ่ายเทน้ำมันโดยตรงกับรถขนน้ำมันโดยไม่เข้าเก็บในถังน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ พลังงานจังหวัดสมุทรสาครไปแจ้งข้อกล่าวหา เอาผิดแล้ว ตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหาตั้ง สถานีบริการน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต ใช้ถังผิดประเภทจากที่ได้รับอนุญาต ถ่ายเทน้ำมันในการขนส่งน้ำมันไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่เก็บน้ำมัน รวมถึงความผิด พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหาเป็นผู้ค้า แต่ไม่แจ้งรายละเอียดกับสถานีบริการน้ำมัน

 

ส่วนการประวิงเวลาการจ่ายน้ำมัน จากการเข้าตรวจสอบบริษัทท่อส่งน้ำมันและเป็นคลังเก็บน้ำมัน จ.ปทุมธานี พบว่า บริษัทท่อส่งปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ค้า ซึ่งเป็นเจ้าของน้ำมันมี 6 บริษัทในการขนส่งทางท่อและคำสั่งเก็บน้ำมันเข้าคลังของปทุมธานี ซึ่งพบการใช้ไฟฟ้าผิดปกติ ในช่วงก่อนการและหลังการประกาศราคาน้ำมันขึ้นวันที่ 26 มี.ค.69 อีกทั้งยังพบบัญชีน้ำมันดีเซลที่เป็นผู้ค้าเจ้าของน้ำมัน 6 บริษัท คงเหลืออยู่ในคลังแบบพร้อมจ่าย ณ วันที่ 25 มี.ค.69 รวม 29.4 ล้านลิตร

 

  • บริษัทที่ 1 มีโรงกลั่นของตัวเองมีน้ำมันคงคลัง 6,391,203 ลิตร
  • บริษัทที่ 2 มีโรงกลั่นของตัวเองมีน้ำมันคงคลังอยู่ 11,148,842 ลิตร
  • บริษัทที่ 3 ไม่มีโรงกลั่นในไทย มีน้ำมันคงคลังอยู่ 2,290,082 ลิตร
  • บริษัทที่ 4 มีน้ำมันคงคลังอยู่ 5,236,657 ลิตร
  • บริษัทที่ 5 ไม่มีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง มีน้ำมันคงคลัง 295,867 ลิตร
  • บริษัทที่ 6 มีโรงกลั่นของตัวเอง มีน้ำมันคงคลัง 4,054,172 ลิตร

  

ทั้งนี้การประวิงเวลาของบริษัทลำลูกกาแห่งนี้ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ออกหนังสือแจ้งให้เจ้าของน้ำมันทั้ง 6 บริษัท มาชี้แจงข้อมูลว่าทำไมถึงมีน้ำมันคงคลังเหลืออยู่ในวันที่ 25 มี.ค.69

  

โดย พล.ต.ต.นพศิลป์ ยืนยันว่า ชุดสืบสวนจะดำเนินคดีตามพยานหลักฐานทั้งหมด ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งหากพบว่ามีความเชื่อมโยงไปยังบุคคลใดทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เจ้าหน้าที่ จะดำเนินคดีอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมจนถึงที่สุด

 

ส่วน พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการ ศร.ชล.  บอกถึงความคืบหน้าการตรวจสอบเที่ยวเรือที่ออกจากโรงกลั่นที่ภาคตะวันออก ไป จ.สุราษฎร์ธานี แล้วหายไประหว่างทะเล 57-60 ล้านลิตร พบว่า ใน 99 เที่ยวมีสิ่งผิดปกติ 20 เที่ยว แบ่งเป็นประวิงเวลาจากปกติที่ควรจะเข้า คือเข้าช้ากว่าปกติ 1วัน จำนวน 14 เที่ยว เข้าช้ากว่าปกติ 2 วัน จำนวน 6 เที่ยว

   

และยังตรวจสอบพบว่า ในจำนวนนี้ยังมีการปิดระบบ AIS จำนวนปิด 10 เที่ยว และพบการปฏิบัติแบบ ชิพทูชิพ คือ ไปจอดเทียบกันกลางทะเล 2 เที่ยว โดย 12 เที่ยวนี้จะต้องทำการตรวจสอบต่อไป ส่วนอีก 8 เที่ยวเป็นการประวิงเวลาชัดเจน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดได้ประสานดีเอสไอ เพื่อนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนเข้าสู่คดีพิเศษแล้ว

 

ส่วน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ บอกเพิ่มเติมว่า ดีเอสไอ รับเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมันเป็นพิเศษแล้ว ปริมาณน้ำมันหายที่ จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 60 ล้านลิตร ไม่สามารถยืนยัน ว่า จำนวนตัวเลขได้ชัดเจนเพราะขณะนี้ยังมีเอกสารของหน่วยงานราชการที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ต้องการเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังส่งให้ไม่ครบถ้วน เพื่อเร่งติดตามและนำมาวิเคราะห์พฤติการณ์การกระทำผิดเพิ่มเติมต่อไป นอกจากนี้ จะมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลที่ดีเอสไอ ภายในสัปดาห์หน้า

 

ส่วนนายประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน อธิบายเพิ่มเติมถึง ความผิด นอกจากจะตาม พ.ร.บ.สินค้าและบริการ และความผิดตามพ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีอัตราโทษไม่สูง แต่พฤติการณ์ยังเข้าข่ายความผิด พ.ร.ก.ป้องกันและแก้ไขภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีโทษจำคุก 10 ปี ถือว่าเป็นโทษหนักและสูง และถ้าไปเกี่ยวข้องกับการขนน้ำไปยังประเทศกัมพูชา ก็จะผิดตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงด้วย ซึ่งเราต้องไปตรวจสอบ

 

ด้านนายเอกนัฏ ระบุว่า ได้เห็นความผิดปกติในหลายส่วนที่เป็นกระบวนการใหญ่ เท่าที่ดู ที่ผิดปกติ หน้าปั๊ม หรือปลายทางไม่มีน้ำมันให้เติม “แต่จริงๆน้ำมันมี การนำเข้าน้ำมันดิบก็ปกติ เดือนมีนาคม69 ในช่วงวิกฤตโรงกลั่น กลั่นมากกว่าปกติ  ปกติดีเซลจะกลั่น 70 ล้านลิตรต่อวัน แต่ช่วงเดือนมีนาคม69 กลั่นวันละ 78 ล้านลิตรเพิ่มมาวันละ 8 ล้านลิตร และพอไปตรวจดูสต็อก ของโรงกลั่นช่วงเดือน มี.ค.69 มีการดึงสต็อกไปใช้เพิ่มอีก มีการจ่ายน้ำมันเข้าสต็อกอีก 500 ล้านลิตร แต่เมื่อเอาสต็อกของโรงกลั่นจ่ายเข้าระบบ มูลค่ารวมเป็นหมื่นๆล้าน ปรากฏว่า ถึงจะผลิตเพิ่ม เอาสต็อกจ่ายเพิ่ม แต่ได้รับแจ้งจากปั๊มว่า ถูกลดโควตา รับน้ำมันน้อยลง จนมีภาพประชาชนไปต่อแถวไม่มีน้ำมันให้เติม และจ็อบเบอร์ไม่รับน้ำมันไปขายต่อ ซึ่งมันสวนทางกัน ซึ่งเป็นความผิดปกติ ทั้งที่น้ำมันมีในสต็อกมีการผลิต แต่ไปไม่ถึงผู้บริโภค เพราะมีการรั่วไหล และมีการกักตุนเพื่อเก็งกำไร ประวิงเวลา ในการซื้อน้ำมันในราคาเก่าที่ถูก เพื่อเก็บกักตุนแล้วไปรอขายในราคาใหม่ที่แพงกว่า”

  

และในช่วงเดือนมีนาคม69 ได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในราคาถูก  แต่พบว่าเงินชดเชยจำนวนนี้กลับไปชดเชยให้กับผู้ค้าให้ได้รับกำไรมากกว่าที่ควร ดังนั้นครั้งนี้เราเอาจริง กระทรวงพลังงานได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบคลังน้ำมันทั้งหมด  รวมถึงเรียกเก็บข้อมูลปริมาณน้ำมันทั้งปริมาณที่มีอยู่ ปริมาณที่รับ และปริมาณที่จ่ายออกทุกวัน ซึ่งขณะนี้การผลิตน้ำมันกลับสู่ปริมาณปกติ และสามารถปรับอัตราการอุดหนุนกองทุนน้ำมันให้ขาดทุนต่อวันลดลงได้ จากที่เคยขาดทุนกว่า 2,000 ล้านบาท/วัน เหลือขาดทุนประมาณ 100 ล้านบาท/วัน เพื่อไม่ให้ต้องใช้มาตรการกู้เงิน หากราคาตลาดลดลงอีก ก็จะสามารถลดราคาหน้าปั๊มลงได้ โดยในอีกไม่กี่วันจะมีการตรวจสอบข้อมูลราคาหน้าโรงกลั่น เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถลดราคาลงอีกได้หรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ปรับลดค่ากลั่นลง 2 บาท

 

ทั้งนี้หากมีการกักตุนน้ำมันถือว่าเป็นการใช้เงินอุดหนุนฯ ผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นหรือผู้ค้าน้ำมันรายไหน มีความตั้งใจที่จะกักตุนเก็บไว้ไม่ขายน้ำมันตามที่ควรทำ ทำให้กองทุนเสียหาย แทนที่ 60,000 ล้านบาท จะทำให้ราคาน้ำมันถูกลงแต่กลับไปเป็นรายได้ที่ไม่ควรได้ของผู้ค้า ทางกองทุนจะดำเนินการเรียกค่าเสียหายกลับคืนมา

 

เมื่อถามว่า พฤติกรรมการประวิงเวลาของเรือขนส่งน้ำมันส่อว่าผู้ประกอบการรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการขึ้นราคาน้ำมันในวันที่ 25 มีนาคม69 หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า จากสถานการณ์ก่อนหน้านี้ที่มีการอุดหนุนราคาน้ำมันในราคาสูง ผู้ค้าย่อมเล็งเห็นหรือคาดการณ์ได้ว่ายังไงราคาก็ต้องเพิ่มขึ้น ดังนั้นแทนที่จะขายวันนี้เป็นอีกวันเพราะเขาคาดการณ์ได้ว่าราคาจะขึ้น

 

ขณะที่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวช่วงท้ายว่า ส่วนของการปราบปรามและการดำเนินคดีจะมีแผนประทุษกรรมหลายรูปแบบ ทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งจะใช้แนวทางมาตรการตรวจสอบเดียวกัน ทั้ง 92 คลังน้ำมัน 245 จ็อบเบอร์ 24,556 สถานีบริการ ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษ ได้รับคดีที่เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว 3 คดี แนวทางการสอบสวนบางเรื่อง มีการตั้งข้อสังเกตที่ต้องไปสอบสวนในเชิงลึก เช่น คดีที่จังหวัดอ่างทอง ต้องไปตรวจสอบปริมาณน้ำมันและการได้มาของน้ำมัน และยืนยันได้ว่า “ต่อไปนี้ จะไม่มีไอ้โม่ง จะมีแต่ผู้ต้องหาที่เราจะดำเนินการตรวจสอบทั้งระบบ”