svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

สงครามทำต้นทุนขนส่งทางทะเลพุ่ง! ค่าประกันเดินเรือแตะ 4,000 $

04 มี.ค. 2569

ขนส่งทางทะเลรับเต็มๆ ต้นทุนพุ่ง ค่าประกันการเดินเรือแตะ 4,000 ดอลลาร์ เรือบางสายงดเดินเส้นทางตะวันออกกลาง ห้วงสงครามอิหร่าน

4 มีนาคม 2569 สงครามอิหร่านและความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียดขึ้น กำลังส่งผลกระทบและแรงกระเพื่อมมายังภาคการค้าระหว่างประเทศของไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในมิติของการขนส่งทางทะเล ซึ่งผู้ประกอบการส่งออกต้องเผชิญทั้งข้อจำกัดในการเดินเรือ ต้นทุนค่าประกันที่พุ่งขึ้นหลายเท่าตัว และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งสินค้า

 

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะนี้สะท้อนผ่านต้นทุนการขนส่งและความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์เป็นหลัก โดยเฉพาะค่าประกันความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Premium) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่บางสายเรือเริ่มหยุดรับสินค้าปลายทางตะวันออกกลางชั่วคราว ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยต้องชะลอการส่งออกหรือหาทางนำสินค้ากลับเข้าประเทศ

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

 

"ตอนนี้ผลกระทบหลักอยู่ที่เส้นทางตะวันออกกลางก่อน เพราะสายเรือบางรายยังไม่รับสินค้าที่จะส่งไปในช่วงนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งของออกไปแล้วจึงมีทางเลือกหลักคือเอาของกลับมาก่อน หรือไปพักไว้ที่ท่าเรือหลักอย่างสิงคโปร์ แต่เรามองว่าการพักสินค้าไว้ที่ท่าเรืออื่นอาจมีความเสี่ยง เพราะยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อแค่ไหน วิธีที่ปลอดภัยที่สุดในช่วงนี้จึงเป็นการนำสินค้ากลับมาก่อน แล้วค่อยรอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง”

 

สายเรือหยุดรับสินค้า

 

ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะต้นเกิดกับการส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางโดยตรง  เนื่องจากสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ

"ก่อนหน้านี้ การขนส่งทางทะเลได้เผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ในทะเลแดงอยู่แล้ว แต่ล่าสุดความตึงเครียดได้ลุกลามไปถึงบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าแห่งหนึ่งของโลก ทำให้เส้นทางเดินเรือทั้งสองด้านมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น"

 

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สายเรือบางราย ไม่รับสินค้าที่มีปลายทางตะวันออกกลางในช่วงนี้ ขณะที่สินค้าที่ถูกส่งออกไปแล้วและอยู่ระหว่างทาง ผู้ประกอบการมีทางเลือกหลัก 2 ทาง คือ

  • นำสินค้ากลับประเทศก่อน
  • นำสินค้าไปพักไว้ที่ท่าเรือหลัก เช่น สิงคโปร์ หรือประเทศอื่น เพื่อรอส่งต่อไปยังปลายทาง

 

อย่างไรก็ตาม ดร.วิศิษฐ์ มองว่า ทางเลือกที่สองมีความเสี่ยง เนื่องจากยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์สงครามจะยืดเยื้อเพียงใด จึงแนะนำให้ผู้ส่งออก นำสินค้ากลับก่อนเพื่อความปลอดภัย โดยขณะนี้สายเรือบางรายเสนออัตราค่าขนส่งพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาวะวิกฤต

 

ค่าประกันการเดินเรือพุ่งแรง 2,000–4,000 ดอลลาร์

 

ในด้านต้นทุนการขนส่ง แม้ค่าระวางเรือจะเริ่มขยับขึ้นบ้าง แต่ปัจจัยที่สร้างแรงกดดันมากที่สุดในขณะนี้คือ ค่าประกันความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Premium) ดร.วิศิษฐ์ ระบุว่า ปัจจุบันค่าประกันการเดินเรือผ่านพื้นที่เสี่ยงถูกปรับขึ้นอย่างมาก โดยมีอัตราประมาณ

 

  • ตู้คอนเทนเนอร์ 20 ฟุต ประมาณ 2,000 ดอลลาร์ต่อหนึ่งตู้
  • ตู้ 40 ฟุต ประมาณ 3,000 ดอลลาร์ต่อหนึ่งตู้
  • ตู้เย็น (Reefer) ประมาณ 4,000 ดอลลาร์ต่อหนึ่งตู้

 

"ราคาดังกล่าวถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงปกติ ซึ่งเดิมค่าประกันอยู่เพียงระดับ หลักร้อยดอลลาร์ เช่น 300–1,000 ดอลลาร์ เท่านั้น"

 

ทั้งนี้ ค่าประกันดังกล่าวเป็นต้นทุนแยกจากค่าระวางเรือ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำหลังจากลดลงอย่างมากหลังสถานการณ์โควิดและสงครามรัสเซีย–ยูเครน โดยค่าระวางบางเส้นทาง เช่น ยุโรป จากที่เคยสูงสุดราว 3,600 ดอลลาร์ต่อคอนเทนเนอร์ ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ 1,000 ดอลลาร์ต้น ๆ และเริ่มปรับขึ้นเล็กน้อย

 

ไทยนำเข้าพลังงานตะวันออกกลางสูง เสี่ยงต้นทุนพุ่ง

 

นอกจากผลกระทบด้านโลจิสติกส์แล้ว สงครามในตะวันออกกลางยังสร้างความกังวลต่อ ต้นทุนพลังงานของไทย ดร.วิศิษฐ์ ระบุว่า ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และ LNG จากตะวันออกกลางในสัดส่วนประมาณ 20 - 40% หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็อาจสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นยังมีปัจจัยบรรเทาความเสี่ยง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในภาวะที่มีการแข่งขันแย่งชิงพลังงานสูงเหมือนในบางช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งไทยยังมีแหล่งพลังงานอื่น เช่น ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย รวมถึงช่องทางการนำเข้าจากแหล่งอื่นที่สามารถใช้ทดแทนได้ในระดับหนึ่ง

 

เอกชนตั้ง War Room ประเมินผลกระทบ

 

ภาคเอกชนได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านกลไก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย

 

"หากสถานการณ์สงครามยุติลงเร็ว ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอาจไม่รุนแรงมาก แต่หากยืดเยื้อจำเป็นต้องมีการติดตามและปรับมาตรการรับมืออย่างต่อเนื่องผ่าน War Room"

 

สำหรับการส่งออกไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งมีมูลค่าราว 400,000 ล้านบาทต่อปี คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการหยุดรับสินค้าในระยะนี้ ขณะที่เส้นทางเดินเรือไปภูมิภาคอื่น เช่น ยุโรปหรือสหรัฐฯ ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ

 

ส่วนเส้นทางผ่านทะเลแดงและคลองสุเอซนั้น ผู้ประกอบการจำนวนมากได้ปรับตัวไปใช้เส้นทางอ้อมผ่าน แหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) มาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ต้นทุนส่วนนี้ถูกสะท้อนเข้าไปในค่าระวางเรือก่อนหน้าแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่อาจเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์สงคราม ยังคงเป็นปัจจัยที่อาจกระทบต่อ ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทย ในระยะต่อไป และจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง