การค้าไทยกับคู่เจรจา FTA 10 เดือน ปี 68 พุ่ง 13% จีนนำโด่งอันดับ 1
29 ธ.ค. 2568
การค้าไทยกับคู่เจรจา FTA ช่วง 10 เดือน ปี 68 มูลค่า 337,379 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พุ่ง 13% จีนนำโด่งคู่ค้าอันดับหนึ่ง ยันเดินหน้าเร่งปิดดีล FTA เปิดเจรจาคู้ค่าใหม่ต่อเนื่อง
Business
29 ธ.ค. 2568
การค้าไทยกับคู่เจรจา FTA ช่วง 10 เดือน ปี 68 มูลค่า 337,379 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พุ่ง 13% จีนนำโด่งคู่ค้าอันดับหนึ่ง ยันเดินหน้าเร่งปิดดีล FTA เปิดเจรจาคู้ค่าใหม่ต่อเนื่อง
นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การค้าไทยในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค. 2568) ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะการค้ากับ 18 ประเทศคู่ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ได้แก่ อาเซียน 9 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู ชิลี และฮ่องกง โดยมีมูลค่าการค้ารวม 337,379 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับจีน เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ อาเซียน ญี่ปุ่น และอินเดีย
ทั้งนี้ การค้ากับตลาด FTA ส่วนใหญ่ ขยายตัวในอัตราที่น่าพอใจ อาทิ จีน เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 อินเดีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 อาเซียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 และญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ส่งผลให้การค้ากับประเทศคู่ FTA มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 59.2 ของการค้ารวมของไทย สะท้อนบทบาทของ FTA ที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยช่วยขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศของไทยอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
นางสาวโชติมา กล่าวว่า การส่งออกของไทยไปประเทศคู่ FTA เติบโตได้ดีเช่นกัน มีมูลค่า 154,555 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 8 โดยสินค้าอุตสาหกรรมมีการขยายตัวสูงที่สุด ร้อยละ 12 รวมมูลค่าส่งออก 118,061 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปเติบโตในเกณฑ์บวก ร้อยละ 1 สินค้าส่งออกที่เติบโตโดดเด่นในตลาด FTA อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 61 อัญมณีและเครื่องประดับ ขยายตัวร้อยละ 49 ผลิตภัณฑ์ยาง ขยายตัวร้อยละ 27 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 13 ปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 11 และยางพารา ขยายตัวร้อยละ 9 สะท้อนศักยภาพของไทยในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และสินค้าเกษตร
สำหรับการนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ FTA มีมูลค่า 182,824 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 โดยไทยนำเข้าสินค้ากลุ่มปัจจัยการผลิตเป็นส่วนใหญ่ สัดส่วนการนำเข้ามากถึงร้อยละ 67 ของการนำเข้าทั้งหมด สินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ เหล็ก และสินแร่โลหะ ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบสำคัญในภาคอุตสาหกรรม
การจัดทำ FTA ถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเติบโตทางการค้าในตลาด FTA และมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ที่จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ทั้งด้านต้นทุนการผลิต การเข้าถึงตลาด และการเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งนี้ แนวโน้มการค้าไทยกับประเทศคู่ FTA ในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเอเชียและความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร และเกษตรแปรรูป จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เต็มศักยภาพ
“กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศพร้อมเดินหน้าขยายเครือข่าย FTA ฉบับใหม่ โดยตั้งเป้าสรุปผลการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป และแคนาดา ภายในปี 2569 ควบคู่กับการพิจารณาเปิดการเจรจากับประเทศคู่ค้าใหม่ เช่น สหราชอาณาจักร บังกลาเทศ สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เป็นต้น เพื่อยกระดับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของไทยกับตลาดศักยภาพทั่วโลก ตลอดจนสร้างแต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์ให้ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว” นางสาวโชติมาเสริม
