กรมศุลกากรได้ดำเนินมาตรการภายใต้กรอบนโยบายรัฐบาล ซึ่งมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว และคงสมดุลบทบาทการดำเนินการที่สำคัญทั้ง 3 มิติ ได้แก่
การอำนวยความสะดวกทางการค้า การปกป้องสังคม และการจัดเก็บรายได้ของรัฐอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยได้พัฒนาและผลักดัน “โครงการพัฒนาระบบตรวจสอบสินค้า e-Commerce” และจัดประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เพื่อขอความร่วมมือในการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบสินค้าและประเมินภาษีอากร ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบสินค้าเป็นไปอย่างถูกต้อง สามารถกำกับดูแลและปราบปรามการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและสินค้าไม่ได้มาตรฐานอย่างมีประสิทธิภาพ
ในการนี้ กรมศุลกากรและผู้ประกอบการแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จึงได้ตกลงร่วมกันในการจัดทำบันทึกความเข้าใจ เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมืออย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์ของการดำเนินมาตรการแบ่งออกเป็น 3 มิติ ได้แก่
มิติที่ 1 ด้านการแข่งขันทางการค้าอย่างเป็นธรรม การเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ข้อมูลรายการชนิดสินค้า ปริมาณสินค้า และมูลค่าสินค้า เพื่อใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในขั้นตอนการปฏิบัติพิธีการศุลกากร จะช่วยสนับสนุนให้การตรวจสอบสินค้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผู้ประกอบการในประเทศให้สามารถแข่งขันทางการค้าได้อย่างเป็นธรรม โดยมีเป้าประสงค์ให้การนำเข้าสินค้าที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นไปตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม ลดช่องว่างจากการแจ้งข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง อันเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันทางการค้า และกระทบต่อผู้ประกอบการสุจริตภายในประเทศ
มิติที่ 2 ด้านการปกป้องสังคม กำหนดกลไกความร่วมมือในการตรวจสอบข้อมูล และดำเนินมาตรการแจ้งเตือน ควบคุมและกำกับดูแล เพื่อป้องกันการจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมายและสินค้าไม่ได้มาตรฐานผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักแก่ผู้ขายให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการควบคุมการนำเข้าอย่างถูกต้อง
และมิติที่ 3 ด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐ ความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจัดเก็บรายได้ ทำให้การจัดเก็บภาษีอากรเป็นไปอย่างถูกต้อง และสอดรับกับปริมาณการนำเข้าสินค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังเร่งผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม คือ การปรับเปลี่ยนแนวทาง การจัดเก็บอากรสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ โดยให้จัดเก็บอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 แทนการยกเว้นอากรสำหรับของนำเข้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท
ในปีที่ผ่านมาสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท มีมูลค่ารวมสูงถึง 30,000 ล้านบาท จากพัสดุมากกว่า 160 ล้านกล่อง และคาดการณ์ว่าปริมาณพัสดุจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 250 ล้านกล่อง ในปี 2569 สำหรับการจัดเก็บภาษีตามอัตราพิกัดใหม่ สินค้าส่วนใหญ่ที่นำเข้าและมีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท มักเป็นสินค้ากลุ่มแฟชั่น ซึ่งจะมีอัตราอากรขาเข้าอยู่ที่ประมาณ 30% สำหรับเสื้อผ้าและรองเท้า ส่วนกระเป๋าจะอยู่ที่ 20% และสินค้าประเภทอื่นๆ จะเสียตามพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้านั้นๆ ตามวัสดุสินค้า เช่น 10-20%
มาตรการนี้ไม่ใช่เพียงมุ่งเน้นเรื่อง “รายได้” แต่เป็นสิ่งสะท้อน “ความเป็นธรรม” เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ไม่ต้องแข่งขันบนเงื่อนไขที่เสียเปรียบ ประเด็นสำคัญของการขับเคลื่อนในระยะนี้ คือ การยกระดับการใช้ข้อมูลเพื่อกำกับดูแลสินค้านำเข้า โดยให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีส่วนร่วมสนับสนุนและเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดเก็บอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายและสินค้าไม่ได้มาตรฐาน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยของสังคม โดยกรมศุลกากรมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนมาตรการตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลังอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน