ไทย-สหรัฐฯ บรรลุ ART 'ศุภจี' ถก USTR เซฟส่งออก 2.37 ล้านล้าน
04 ก.ย. 2569 | titayu_pur

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ถก USTR สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลง ART คุ้มครองตลาดส่งออกไทยอันดับ 1 มูลค่า 2.37 ล้านล้านบาท พร้อมลดความเสี่ยงภาษีไต่สวนมาตรา 301
Business
04 ก.ย. 2569 | titayu_pur

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ถก USTR สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลง ART คุ้มครองตลาดส่งออกไทยอันดับ 1 มูลค่า 2.37 ล้านล้านบาท พร้อมลดความเสี่ยงภาษีไต่สวนมาตรา 301
KEY
POINTS
4 กันยายน 2569 'ศุภจี สุธรรมพันธุ์' รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ นำทีมถกตัวแทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเร่งบรรลุข้อตกลง ART สู้ศึก เจรจาการค้าไทยสหรัฐ และตั้งรับมาตรการ ภาษีสหรัฐ ตามการไต่สวนมาตรา 301มุ่งปกป้องการ ส่งออกไทย มูลค่า 2.37 ล้านล้านบาท พร้อมอุ้มการจ้างงานกว่า 4 แสนตำแหน่ง ตามนโยบายผลักดัน ข้อตกลงART
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) เพื่อปกป้องความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มูลค่ากว่า 2.37 ล้านล้านบาท และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานภายในประเทศกว่า 400,000 ตำแหน่ง
ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ได้หารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และสามารถหาข้อสรุปร่วมกันในสาระสำคัญได้แล้ว เหลือเพียงประเด็นทางเทคนิคที่ทั้งสองฝ่ายจะเร่งสรุปให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
โดยนางศุภจีได้หารือกับนายเจมีสัน เกรียร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนายริก สวิตเซอร์ (Rick Switzer) รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยการหารือมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่า ไทยจะได้รับอัตราภาษีจากผลการไต่สวนดังกล่าวในระดับที่เป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเร่งเจรจา ART เพราะโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการรักษาตัวเลขส่งออก แต่ต้องป้องกันไม่ให้สินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่งจากมาตรการภาษี ซึ่งอาจกระทบต่อคำสั่งซื้อ ฐานการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของประชาชน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่การส่งออกไปสหรัฐฯ
ที่ผ่านมา ไทยเคยถูกเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA ในอัตราร้อยละ 36 ก่อนลดลงเหลือร้อยละ 19 ภายหลังไทยจัดทำแถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐฯ และนำไปสู่การประกาศกรอบความตกลง ART เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ต่อมา แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรา 122 จัดเก็บภาษีร้อยละ 10 จากทุกประเทศแทน
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เพิ่มเติมอีก 2 กรณีที่ครอบคลุมไทย ได้แก่ กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และกรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ทำให้รัฐบาลเร่งใช้การเจรจา ART เป็นกลไกในการลดความเสี่ยงทางการค้า และผลักดันให้ไทยได้รับเงื่อนไขทางภาษีที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคได้
สำหรับกรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีร้อยละ 12.5 สำหรับประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ และร้อยละ 10 สำหรับประเทศที่มีกฎหมายดังกล่าว หรือสามารถสรุปความตกลง ART กับสหรัฐฯ ได้แล้ว ส่วนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างยังอยู่ระหว่างการพิจารณาผล โดยฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความตั้งใจที่จะเร่งพิจารณาอัตราภาษีควบคู่ไปกับความคืบหน้าของการเจรจา ART
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยก่อนการหารือที่กรุงวอชิงตัน นางศุภจีได้หารือทางโทรศัพท์กับนายเจมีสัน เกรียร์ (Jamieson Greer) เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เพื่อยืนยันความตั้งใจของไทยที่จะเร่งหาข้อสรุป ขณะที่ทีมประเทศไทยได้เจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วัน เพื่อคลี่คลายประเด็นทางเทคนิคที่ยังมีความเห็นแตกต่างกัน จนนำไปสู่การได้ข้อสรุปในสาระสำคัญครั้งนี้
“รัฐบาลกำลังเร่งทำงานเพื่อรักษาตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการไทยเสียความสามารถในการแข่งขันจากมาตรการภาษี ความคืบหน้าครั้งนี้จึงมีความสำคัญ เพราะไม่ใช่เพียงเรื่องการค้าระหว่างสองประเทศ แต่หมายถึงการรักษาคำสั่งซื้อ ฐานการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของคนไทยกว่า 400,000 ตำแหน่ง เป้าหมายคือทำให้ไทยได้รับอัตราภาษีที่เป็นธรรมและแข่งขันได้กับประเทศอื่นในภูมิภาค” นางสาวลลิดา กล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ความตกลง ART ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การจัดการอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี การค้าดิจิทัล และโอกาสเชิงพาณิชย์ โดยทั้งสองฝ่ายจะให้ทีมเจรจาระดับเทคนิคเร่งสรุปรายละเอียดที่เหลือ เพื่อเดินหน้าสู่ข้อสรุปที่รักษาผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาท โดยไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่า 2.37 ล้านล้านบาท นำเข้าจากสหรัฐฯ ประมาณ 7 แสนล้านบาท และไทยได้ดุลการค้าประมาณ 1.68 ล้านล้านบาท การเร่งหาข้อสรุป ART จึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาลในการรักษาตลาดส่งออกหลัก สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและนักลงทุน และปกป้องการจ้างงานและรายได้ของประชาชนไทย