แนวทางป้องกัน
ฟุตบอลไม่ใช่กีฬาประเภทเดียวที่มีการกระทบกระแทกที่ศีรษะ เพราะกีฬาอย่าง รักบี้ หรืออเมริกันฟุตบอล ก็เจอปัญหานี้เช่นเดียวกัน ซึ่งถึงเวลานี้ทุกฝ่ายต่างก็ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ โดยให้มีกฎที่ผู้ตัดสินจะต้องเป่าหยุดเกมทันทีหากพบว่ามีนักกีฬาบาดเจ็บที่ศีรษะ
นอกจากนี้ในสหรัฐอเมริกา ก็เริ่มมีการออกกฎห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 11 ปีโหม่งลูกฟุตบอล เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนทางสมอง โดยบังคับใช้กฎนี้มาตั้งแต่ปี 2015 ก่อนที่ 3 สมาคมฟุตบอลของสหราชอาณาจักร (อังกฤษ, สกอตแลนด์, ไอร์แลนด์เหนือ) จะบังคับใช้บ้างในเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี
อย่างไรก็ตามการใช้กฎดังกล่าวก็ยังมีหลายฝ่ายคัดค้าน เพราะกลัวว่าเมื่อโตขึ้นไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพแล้วจะมีปัญหา “โหม่งไม่เป็น” พร้อมเสนอว่า แทนที่จะห้ามการโหม่ง ให้ใช้วิธีลดความดันของลูกฟุตบอลลงในเวลาซ้อมโหม่ง เพื่อลดความกระทบกระเทือน น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
ล่าสุดนอกจากจะป้องกันอันตรายให้เด็กๆแล้ว ยังมีความพยายามในการลดความเสี่ยงให้นักฟุตบอลอาชีพในปัจจุบันด้วย โดยมีข้อเสนอให้ออกกฎให้นักเตะโหม่งบอลระหว่างการซ้อม ซึ่งมาจากระยะไกลกว่า 35 หลา ได้เพียงแค่ 10 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น และข้อเสนอนี้ก็ได้รับความเห็นชอบจากพรีเมียร์ลีก, สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ), สมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ), ฟุตบอลลีกอังกฤษ (อีเอฟแอล) รวมถึงสมาคมผู้จัดการทีม (แอลเอ็มเอ) เพื่อนำไปบังคับใช้ในการแข่งขันทุกระดับ ทั้งฟุตบอลชายและหญิง ลีกสมัครเล่นและในระดับเยาวชนด้วย เริ่มตั้งแต่ฤดูกาลนี้ (2021-22) เป็นต้นไป
แม้ทั้งหมดนี้คือความพยายามป้องกันอันตรายโดยที่ยังไม่มีผลการศึกษาวิจัยที่ชัดเจน และต้องรออีกไม่ต่ำกว่า 30-40 ปี กว่าจะมีผลการศึกษาที่ยืนยันได้ว่า การลดการโหม่งระหว่างการซ้อม หรือการห้ามโหม่งเฉพาะในเด็ก จะลดความเสี่ยงในช่วงบั้นปลายของชีวิตได้จริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทุกคนต่างเห็นความสำคัญร่วมกัน
และไม่แน่ อีก 50 ปีข้างหน้า “การโหม่ง” อาจกลายเป็นเรื่องต้องห้ามในวงการลูกหนังอย่างถาวรก็เป็นได้