svasdssvasds
เนชั่นทีวี

กีฬา

ลูกากู กับ "อาถรรพ์เบอร์ 9" ที่ต้องฟันฝ่า

19 สิงหาคม 2564

นอกจากดีลของ ลิโอเนล เมสซี่ ที่อำลาบาร์เซโลน่าไปสู่เปแอสเชแล้ว หนึ่งในการย้ายทีมที่น่าสนใจที่สุดในช่วงซัมเมอร์นี้คงหนีไม่พ้นการกลับสู่เชลซีอีกครั้งของ โรเมลู ลูกากู ดาวยิงร่างยักษ์ชาวเบลเยียม

โดยล่าสุด "สิงห์บลูส์" ประกาศออกมาแล้วว่า ลูกากู จะได้สวมเสื้อหมายเลข 9 ในการสู้ศึกฤดูกาลนี้ แทนที่เจ้าของเดิมอย่าง แทมมี่ อับราฮัม ที่ย้ายไปลุยลีกมะกะโรนีกับ อาแอส โรม่า

 

       และการประกาศเบอร์เสื้อดังกล่าวก็ทำให้สาวกเชลซีต้องหนาวๆร้อนๆ เพราะนับตั้งแต่มีพรีเมียร์ลีกในซีซั่น 1992-93 เป็นต้นมา จะหานักเตะหมายเลข 9 ในทีมที่ทำผลงานได้ดีนั้นช่างยากเย็นเหลือเกิน

 

       และนี่คือรายชื่อนักเตะหมายเลข 9 ของพวกเขาทั้งหมด

 

1. โทนี่ คาสคาริโน่ (1992-1994)

       ซีซั่นแรกในยุคพรีเมียร์ลีก เชลซีใช้ โทนี่ คาสคาริโน่ ดาวยิงชาวไอริชที่ย้ายมาจาก กลาสโกว์ เซลติก แต่ตลอด 2 ฤดูกาลที่สวมเสื้อหมายเลขนี้ เจ้าตัวยิงได้แค่ 8 ประตูเท่านั้นจากการลงสนาม 40 นัด สุดท้ายก็ต้องย้ายไปหากินในฝรั่งเศสกับ โอลิมปิก มาร์กเซย และก็ไม่เคยได้กลับมาค้าแข้งในอังกฤษอีกเลยจนแขวนสตั๊ด

 

2. มาร์ค สตีน (1994-1996)
       จากผลงานถล่มประตูในสีเสื้อ สโต๊ค (50 ประตูจาก 89 นัด) ทำให้ เชลซี ต้องทุ่มเงิน 1.5 ล้านปอนด์ไปคว้าตัวมาร่วมทีมในปี 1993 ก่อนจะได้มรดกเสื้อเบอร์ 9 ต่อจาก คาสคาริโน่ ในซีซั่นถัดมา ซึ่งผลงานโดยรวมของเขาถือว่าทำได้ไม่เลว โดยยิงไป 25 ประตูจาก 63 นัด ก่อนที่เชลซีจะเข้าสู่ยุคใหม่ที่ทุ่มคว้าดาวดังมาร่วมทีมหลายราย อาทิ มาร์ค ฮิวจ์ส จานลูก้า วิอัลลี่ จานฟรังโก้ โซล่า และนั่นก็ทำให้ มาร์ค สตีน ต้องอำลาถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไปโดยปริยาย

 

3. จานลูก้า วิอัลลี่ (1996-1999) 
       นับเป็นผู้เล่นหมายเลข 9 ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของเชลซี จากผลงาน 10 ประตูในซีซั่นแรก 19 ลูกในฤดูกาลที่สอง และอีก 10 ประตูในฤดูกาลที่สาม พร้อมพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ, คัพ วินเนอร์ส คัพ และ ซูเปอร์ คัพ ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้รั้งตำแหน่งผู้เล่น-ผู้จัดการทีมในเวลาต่อมา

 

4. คริส ซัตตัน (1999-2000)
       หาก วิอัลลี่ คือเบอร์ 9 ระดับตำนาน ชื่อของ คริส ซัตตัน ก็คงเป็นเบอร์ 9 ตัวตลกในสายตาแฟนบอล เพราะย้ายมาด้วยค่าตัวมหาศาล 10 ล้านปอนด์ แต่กลับยิงให้ทีมได้แค่ 1 ลูกถ้วน...และด้วยฟอร์มแบบนี้ เชลซีก็เลยจัดการเลหลังให้ เซลติก ในซีซั่นถัดมาทันทีด้วยค่าตัว 6 ล้านปอนด์ คือยอมขาดทุนดีกว่าว่างั้นเหอะ

 

5. จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ (2000-2004)
       ย้ายมาจาก แอตเลติโก้ มาดริด ด้วยค่าตัวถึง 15 ล้านปอนด์ ซึ่งเจ้าตัวก็พังตาข่ายได้ทันทีตั้งแต่นัดเปิดตัว และก็ถล่มประตูแบบไม่หยุดยั้งนับจากนั้น โดยซัดไป 87 ประตูจากการลงสนาม 177 นัด จนกระทั่ง โรมัน อบราโมวิช เข้ามาซื้อทีมพร้อมกับการหลั่งไหลมาของดาวดังจากแผ่นดินยุโรป และนั่นทำให้ ฮัสเซลเบงค์ ต้องระเห็จไปอยู่กับ มิดเดิ้ลสโบรช์ ด้วยข้อหา "ไม่ดังพอ"

 

6. มาเตย่า เคซมัน (2004-2005)
       ฤดูกาล 2004-05 เป็นฤดูกาลที่ เชลซี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรก แต่ความสุขของแฟนบอลในซีซั่นนั้นก็เจือไปด้วยความผิดหวังในผลงานของดาวยิงหมายเลข 9 ของพวกเขา "มาเตย่า เคซมัน" ที่ยิงได้แค่ 4 ลูกจากการลงสนาม 25 นัดเท่านั้น และด้วยผลงานแบบนี้ ก็เลยไม่แปลกที่เจ้าตัวจะอยู่กับทีมได้แค่ปีเดียว

 

7. เอร์นัน เครสโป (2005-2006)
       ผู้สืบทอดเบอร์ 9 คนต่อไปก็คือดาวยิงชาวอาร์เจนไตน์ที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ 2 ปีก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จจนต้องถูกปล่อยให้ เอซี มิลาน ยืมตัว ก่อนจะกลับถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ อีกครั้ง มาคราวนี้เจ้าตัวได้โอกาสลงสนามมากขึ้นถึง 42 นัด แต่ดันยิงได้แค่ 13 ประตู "เสี่ยหมี" เลยหมดความอดทน ขายให้ อินเตอร์ มิลาน ทันที

 

8. คาห์ลิด บูลาห์รูซ (2006-2007)
       ก็ถ้าเอาเบอร์ 9 ให้กองหน้าใส่มันเป็นอาถรรพ์ งั้นลองให้กองหลังใส่แทนละกัน...ว่าแล้วเซ็นเตอร์ชาวดัตช์ผู้นี้ก็คว้าไปครอง แม้จะเริ่มต้นได้ดี และอาการบาดเจ็บและฟอร์มตกก็ทำให้เขาหมดอนาคตในทีมไปอย่างรวดเร็ว

 

9. สตีฟ ซิดจ์เวลล์ (2007-2008)
       ให้กองหน้าใส่ก็ไม่ดี ให้กองหลังใส่ก็ไม่เวิร์ก งั้นเปลี่ยนมาให้กองกลางใส่บ้างดีกว่า โดย สตีฟ ซิดจ์เวลล์ ดาวรุ่งที่เพิ่งย้ายมาจาก เรดดิ้ง คว้าเสื้อเบอร์นี้ไป แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนอีกหลายรายก่อนหน้านี้ เมื่อเจ้าตัวแจ้งเกิดไม่สำเร็จก่อนต้องเก็บกระเป๋าย้ายทีมแค่ 1 ปีหลังจากนั้น

 

10. ฟรังโก้ ดิ ซานโต้ (2008-2009)
       เสื้อเบอร์ 9 กลับมาอยู่กับผู้เล่นตำแหน่งกองหน้าอีกครั้ง โดยส่งต่อไปถึงดาวรุ่งวัยแค่ 19 ปี และเจ้าตัวก็กลายเป็นนักเตะอีกรายที่ต้องเอาอนาคตมาทิ้งไว้ที่นี่ เมื่อลงสนามไปแค่ 16 นัด (สำรอง 8 นัด) ยิงไม่ได้แม้แต่ประตูเดียว ก่อนจะถูกปล่อยตัวให้ แบล็คเบิร์น และ วีแกน ยืมใช้งานต่อ

 

11. เฟร์นานโด ตอร์เรส (2011-2014)
       ดาวยิงค่าตัว 50 ล้านปอนด์ที่ไปพรากมาจากอกคู่แข่งอย่าง ลิเวอร์พูล ถูกตั้งความหวังไว้สูงลิบเพราะผลงานในถิ่นแอนฟิลด์นั้นสุดแสนไฉไลเหลือจะกล่าว แต่ดูเหมือน "เอล นินโญ่" จะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับแท็กติกของทีมได้ เลยยิงได้แค่ลูกเดียวในซีซั่นแรก และไม่เคยยิงถึงเลข 2 หลักได้เลยตลอด 4 ปีในสีเสื้อเชลซี

 

12. ราดาเอล ฟัลเกา (2015-2016)
       หลังว่างเว้นคนสวมเบอร์ 9 ไป 1 ฤดูกาล "เอล ติเกร" ราดาเมล ฟัลเกา ก็เข้ามาสืบทอดตำแหน่งนี้ อย่างไรก็ตามความล้มเหลวในการเล่นที่เกาะอังกฤษตั้งแต่สมัยสวมเสื้อแมนฯยูไนเต็ด ก็ยังตามมาถึงลอนดอน เมื่อเจ้าตัวยิงได้แค่ลูกเดียวจาก 10 นัด ก่อนจะถูกส่งตัวกลับ โมนาโก ไปอย่างรวดเร็ว

 

13. อัลบาโร่ โมราต้า (2017-2018)
       "คนที่ 13" ที่ได้สวมเบอร์ 9 ให้เชลซีในยุคพรีเมียร์ลีก...แค่ตัวเลขก็พอเดาได้แล้วว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร โดยตลอดช่วงเวลาในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ เขาทำได้แค่ 24 ประตูเท่านั้นจากการลงเล่น 72 นัด และนั่นถือว่าไกลจากความคาดหวังเหลือเกิน

 

14. กอนซาโล่ อิกวาอิน (2019)
       ระดับดาวยิงที่ประสบความสำเร็จกับ เรอัล มาดริด และ ยูเวนตุส ยังเอาตัวไม่รอดในเสื้อเบอร์นี้เลย เพราะไม่สามารถปรับตัวได้กับความเร็วในพรีเมียร์ลีก รวมถึงปัญหาเรื่องความฟิต สุดท้ายก็เลยยิงได้แค่ 5 ลูกเท่านั้น พร้อมเก็บกระเป๋ากลับ มิลาน ไปอย่างรวดเร็ว

 

15. แทมมี่ อับราฮัม (2019-2021)
       จากปัญหาโดนแบนห้ามซื้อตัวนักเตะ ทำให้ แทมมี่ อับราฮัม ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่แทนการกว้านซื้อซุปตาร์เหมือนแต่ก่อน ซึ่งเจ้าตัวก็มีแววว่าจะไปได้สวยในยุคของกุนซือ แฟร้งค์ แลมพาร์ด แต่อย่างที่เรารู้กันว่า เชลซีกับการเปลี่ยนโค้ชถือเป็นของที่อยู่คู่กันมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้น เมื่อ "สิงห์บลูส์" เปลี่ยนกุนซือมาเป็น โทมัส ทูเคิ่ล ชื่อของ อับราฮัม ก็ถูกลืมทันที จนต้องระเห็จไปอยู่กับ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่โรม่า

 

       น่าจับตาอย่างยิ่งว่า โรเมลู ลูกากู ในเสื้อหมายเลข 9 จะมีผลงานเป็นอย่างไร และจะสามารถลบอาถรรพ์ความล้มเหลวตลอดเกือบ 2 ทศวรรษนี้ได้สำเร็จหรือไม่ หรือจุดจบจะเป็นเหมือนดาวดังรายอื่นที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป