หยุดวงจรความรุนแรง! เจาะลึกปมบูลลี่สะสม สู่โศกนาฏกรรมโรงเรียนไทย
08 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

ARTICLE: ชำแหละปมบูลลี่ในโรงเรียน เหตุสะเทือนขวัญนนทบุรี สถิติชี้เด็กไทยเกิน 65% เคยโดนแกล้ง 20 ปีผ่านไป เหตุใดโรงเรียนยังไม่ใช่ Safe Zone?
Nation Story
08 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

ARTICLE: ชำแหละปมบูลลี่ในโรงเรียน เหตุสะเทือนขวัญนนทบุรี สถิติชี้เด็กไทยเกิน 65% เคยโดนแกล้ง 20 ปีผ่านไป เหตุใดโรงเรียนยังไม่ใช่ Safe Zone?
เราต้องรอให้เกิดความสูญเสียอีกกี่ครั้ง สังคมไทยถึงจะเลิกมองว่าการ "บูลลี่" หรือการกลั่นแกล้งในโรงเรียนเป็นเพียง "เรื่องเล่นๆ ของเด็ก"? เหตุการณ์สลดด้วยอาวุธปืนในโรงเรียนล่าสุด ไม่ใช่แค่เรื่องอารมณ์ชั่ววูบ แต่มันคือผลลัพธ์ของบาดแผลสะสมและระบบการปกป้องที่ล้มเหลวมานานนับสิบปี... คุณเคยตั้งคำถามไหมว่า ลูกหลานของเรากำลังเผชิญกับอะไรอยู่ในรั้วโรงเรียนทุกวันนี้?
ย้อนกลับไปในเหตุการณ์สะเทือนใจ เด็กนักเรียนชายวัยเพียง 14 ปี (ชั้น ม.3) ก่อเหตุยิงกันภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 6 ราย (ครู 5 ราย และผู้ก่อเหตุ) อีกทั้งยังพบผู้เสียชีวิตคือปู่และย่าของผู้ก่อเหตุที่บ้านพักก่อนมาโรงเรียน รวมผู้บาดเจ็บอีกกว่า 20 ราย
เบื้องหลังเหตุสลดนี้ สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือคำบอกเล่าของศิษย์เก่าโรงเรียนเดียวกันเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก “อัคคีรัศม์ การณมรณกิเลส” ได้ออกมาโพสต์เปิดแผลอดีต สะท้อนว่าตนเองเคยถูกรีดไถ โดนขังในห้องน้ำ ถูกเพื่อนรุมทำร้ายร่างกาย และถูกครูลงโทษอย่างไม่เป็นธรรม แต่เมื่อร้องเรียนกลับถูกละเลย จนเกิดเป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรัง
"ไม่ได้โพสต์เพื่อฟอกขาวผู้ก่อเหตุ แต่กำลังชี้ให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาและการถูกละเลยจากคนที่เรียกตัวเองว่าครู... แม้โรงเรียนจะพัฒนาไปมาก แต่การดูแลและปกป้องนักเรียนที่ถูกทำร้าย ยังเละเทะเหมือนเดิม 20 ปีไม่เคยเปลี่ยนแปลง" — คำเปิดใจจากโพสต์ศิษย์เก่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี
คำถามคือ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ระบบดูแลความปลอดภัยและสุขภาพจิตในสถานศึกษาของไทย เคยถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นจริงหรือเปล่า?
หากคิดว่ากรณีนี้เป็นเพียงเรื่องเฉพาะบุคคล สถิติจาก กรมส่งเสริมบริการสุขภาพ (สบส.) ในปี 2568 จากการสำรวจเด็กและเยาวชนไทยกว่า 41,944 คน อาจทำให้เราต้องกลับมาคิดใหม่
65.54% ของเด็กและเยาวชนไทย เคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งรังแก
83.35% เกิดเหตุการณ์กลั่นแกล้งขึ้นภายใน "โรงเรียน"
73.53% ผู้ที่กลั่นแกล้งคือ "เพื่อน"
29.03% หรือ มากกว่า 1 ใน 4 ของเหยื่อ มีความคิดที่จะ "ทำร้ายตัวเอง"
รูปแบบการบูลลี่ที่พบมากที่สุด ได้แก่ การล้อชื่อพ่อแม่ (40.97%), ล้อเลียนรูปร่างหน้าตา (37.95%), การประชิดตัวให้รู้สึกอึดอัด (30.38%), และการทำร้ายร่างกาย เตะ ตี ต่อย (28.28%)
นอกจากนี้ ผลสำรวจจาก สภาองค์กรของผู้บริโภค ยังระบุว่า 42% ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยพบเห็นความรุนแรงในโรงเรียน ทั้งการตี/ต่อย (ความรุนแรงทางกาย), คำพูดทำร้ายจิตใจและเสียดสี (ความรุนแรงทางวาจา 68.7%), และการล้อเลียนกีดกันออกจากกลุ่ม (ความรุนแรงทางสังคม 50.1%)
สถิตินี้กำลังบอกเราว่า โรงเรียนไม่ได้เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กทุกคนอีกต่อไป แล้วเราปล่อยให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของเด็กๆ ได้อย่างไร?
ทางด้าน รศ.นพ.วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้วิเคราะห์แรงจูงใจว่า การตัดสินใจก่อเหตุรุนแรงพร้อมวางแผนจบชีวิตตนเอง มักไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ แต่เกิดจาก "ปมความเครียดสะสมที่ไม่ได้รับการเยียวยา" ผสมผสานกับการที่ผู้ก่อเหตุสามารถเข้าถึงอาวุธปืนในบ้านได้ง่าย
ขณะที่อาของผู้ก่อเหตุเปิดเผยว่า ที่บ้านปู่และย่าเลี้ยงดูหลานมาด้วยความรักและความใจเย็น หลานเป็นคนพูดน้อย เรียกร้องอะไรไม่เป็น และทางครอบครัวก็ "เพิ่งมารู้ว่าหลานถูกบูลลี่ที่โรงเรียนหลังจากเกิดเหตุแล้ว"
"หากปืนอยู่ในความครอบครองของผู้ปกครอง แล้วเด็กนำมาก่อเหตุ ผู้ปกครองปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ และต้องร่วมรับผิดชอบตามกฎหมาย... ในขณะเดียวกัน โรงเรียนเองก็ต้องมีมาตรการเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้อาวุธหลุดรอดเข้าไปได้" - รศ.นพ.วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี
🔵[ชวนคิดต่อ: เราจะหยุดวงจรนี้ได้อย่างไร?]
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่โศกนาฏกรรมของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นสัญญานเตือนภัยขั้นวิกฤตถึงสังคมไทย ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องทบทวนมาตรการป้องกันอย่างจริงจัง? ทั้งเรื่องกฎหมายการครอบครองและเก็บรักษาอาวุธปืนในบ้าน, ระบบคัดกรองสุขภาพจิตนักเรียน, และที่สำคัญที่สุดคือ "การเปลี่ยนวัฒนธรรมในโรงเรียน ไม่ให้ปฏิเสธหรือมองข้ามการบูลลี่อีกต่อไป"