ปลด CEO การบินไทย “ชาย เอี่ยมศิริ” เซ่นวิกฤตบริการ-สอบไวน์
02 ต.ค. 2569 | titayu_pur

บอร์ดการบินไทย มีมติปลด “ชาย เอี่ยมศิริ” CEO พ้นตำแหน่ง เซ่นวิกฤตเที่ยวบิน-สัมภาระ ตั้ง "สัมฤทธิ์ สำเนียง" รักษาการ พร้อมสอบจัดซื้อไวน์ 800 ล้าน
Business
02 ต.ค. 2569 | titayu_pur

บอร์ดการบินไทย มีมติปลด “ชาย เอี่ยมศิริ” CEO พ้นตำแหน่ง เซ่นวิกฤตเที่ยวบิน-สัมภาระ ตั้ง "สัมฤทธิ์ สำเนียง" รักษาการ พร้อมสอบจัดซื้อไวน์ 800 ล้าน
KEY
POINTS
2 ตุลาคม 2569 คณะกรรมการ บมจ.การบินไทย มีมติสั่ง ปลดดีดีการบินไทย นายชาย เอี่ยมศิริ พ้นตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) มีผลทันทีพร้อมแต่งตั้ง นายสัมฤทธิ์ สำเนียง กรรมการบริษัท เข้ามารักษาการ CEO เต็มเวลา เพื่อเร่งกู้สถานการณ์ วิกฤตการบินไทย จากปัญหาเที่ยวบินล่าช้า สัมภาระตกค้าง และงานคลังสินค้าแออัด
การปรับเปลี่ยนตัวผู้บริหารระดับสูงครั้งนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการตั้งคณะกรรมการสอบสวน 2 ปมใหญ่ ได้แก่ ข้อกล่าวหาความผิดปกติในการจัดซื้อไวน์บนเที่ยวบินกว่า 860,000 ขวด มูลค่ากว่า 800 ล้านบาทจากผู้ขายรายเดียว และปัญหาการบริหารจัดการงานภาคพื้นที่มีการจ้างช่วงหลายทอดจนเกิดคอขวดในระบบการให้บริการ
จากปัญหาของการบินไทย ที่เกิดวิกฤตหน้าเคาน์เตอร์ ทั้งเที่ยวบินล่าช้า การจัดการสัมภาระ และการดำเนินงานภาคพื้น จนกระทบต่อความเชื่อมั่นในฐานะสายการบินแห่งชาติ ขยายวงไปสู่การตรวจสอบความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารระดับสูง
ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ในวันนี้ (2 ต.ค.) มีมติให้ นายชาย เอี่ยมศิริ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) มีผลทันที พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาต่างๆ
โดยก่อนหน้านี้มีข่าวว่าหลังการปลดดีดีการบินไทย จะมีการแต่งตั้ง นายสัมฤทธิ์ สำเนียง กรรมการบริษัท เข้ามารักษาการ CEO แบบเต็มเวลา เพื่อเร่งแก้ไขสถานการณ์
ซึ่งมีการประเมินล่วงหน้ากรณีการเข้ามารักษาการ CEO ของ นายสัมฤทธิ์ สำเนียง ถือเป็นอีกจุดที่น่าจับตา เนื่องด้วยนายสัมฤทธิ์เป็นหนึ่งในกรรมการบริษัทชุดปัจจุบัน และมีประสบการณ์ในเครือ ปตท.
โดยภารกิจแรกของรักษาการ CEO จึงไม่ใช่เพียงการบริหารงานตามปกติ แต่ต้องเร่งกู้ระบบปฏิบัติการให้กลับมาเสถียร เคลียร์งานค้าง และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้โดยสาร หลังบริษัทเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในช่วงปลายเดือนกันยายน
ประเด็นข่าวที่ต้องจับตาต่อเนื่อง เรื่องแรก คือ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการจัดซื้อไวน์สำหรับให้บริการบนเที่ยวบินราว 860,000 ขวด มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท โดยมีการจัดซื้อจากบริษัทเดียว
ประเด็นนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อหรือการใช้อำนาจของผู้บริหาร จนกว่าคณะกรรมการสอบสวนจะตรวจสอบเอกสาร สัญญา กระบวนการอนุมัติ และผู้เกี่ยวข้องครบถ้วน
อีกปมใหญ่ คือ การบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการให้บริการ ทั้งเที่ยวบินล่าช้า สัมภาระตกค้าง และปัญหาการดำเนินงานด้านคลังสินค้า โดยการบินไทยยอมรับก่อนหน้านี้ว่าต้องลดเที่ยวบินเพื่อบริหารกำลังการผลิตและเร่งเคลียร์งานคงค้าง
ขณะที่บริษัทระบุว่า จะนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาทบทวนแนวทางบริหารจัดการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้โดยสารในอนาคต
ประเด็นที่น่าสนใจคือ โครงสร้างการจ้างงานภาคพื้นและคลังสินค้า โดยเฉพาะระบบการจ้างช่วงหลายทอด ข้อมูลที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงการนำงานไปให้บริษัทภายนอกดำเนินการ
และมีการจ้างช่วงต่อหลายระดับ นำไปสู่คำถามว่าโครงสร้างดังกล่าวส่งผลต่อจำนวน และความพร้อมของพนักงาน ค่าแรงและต้นทุนแรงงาน สวัสดิการและเงื่อนไขการจ้าง การควบคุมคุณภาพบริการ และการจัดสรรกำลังคนในช่วงเกิดเหตุฉุกเฉินหรือไม่
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครเป็นผู้รับผิดชอบ” แต่ต้องไล่ตั้งแต่สัญญาหลักไปสู่การจ้างช่วง การจัดกำลังคน ต้นทุนแรงงาน และมาตรฐานการให้บริการ ว่ามีจุดใดที่ทำให้ระบบเกิดคอขวดในช่วงวิกฤต
อีกโจทย์ที่น่าจับตา คือ กระบวนการสรรหา CEO คนใหม่ หลังมีผู้ผ่านคุณสมบัติ 7 รายตามข้อมูลที่บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการ หากทั้ง 7 รายเป็นผู้บริหารปัจจุบันและอดีตผู้บริหารของการบินไทยทั้งหมด
ประเด็นที่ตลาดต้องติดตามจึงอยู่ที่แนวทางและอำนาจในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเดิม มากกว่าตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว
เพราะวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงปัญหาเที่ยวบิน แต่ลากไปถึงระบบภาคพื้น สัมภาระ คลังสินค้า การจัดกำลังคน การจ้างช่วง และระบบกำกับดูแลการจัดซื้อ
ดังนั้น CEO คนใหม่จะถูกจับตาว่า จะเข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือสามารถทบทวนโครงสร้างที่เป็นต้นเหตุของปัญหาได้ในระดับระบบ
จากนี้การบินไทยมีโจทย์ใหญ่ 3 ชั้นที่ต้องเดินคู่ขนานกัน
1. ผลสอบ ต้องตอบให้ชัดว่าข้อกล่าวหาเรื่องการจัดซื้อและการบริหารมีข้อเท็จจริงอย่างไร ใครเกี่ยวข้อง และกระบวนการตัดสินใจเป็นไปตามระเบียบหรือไม่
2. กู้ปฏิบัติการ ต้องทำให้เที่ยวบิน สัมภาระ งานภาคพื้น และคลังสินค้ากลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
3. รื้อระบบ ต้องตรวจสอบว่าปัญหาเกิดจากบุคคลเพียงคนเดียว หรือมีช่องโหว่ในระบบบริหาร การจ้างช่วง การกำกับดูแล และการจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นต้องแก้ไขทั้งโครงสร้าง
เพราะท้ายที่สุด วิกฤต THAI ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเปลี่ยนตัว CEO แต่คือบททดสอบว่าบอร์ดจะใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนในการยกระดับระบบบริหารทั้งองค์กรได้อย่างไร