svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : เตือนภัย! "ซูเปอร์เอลนีโญ" ดันภัยแล้งฉับพลันถล่มอาเซียน — นักวิทยาศาสตร์ชี้ปี 2027 อาจร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์

13 มี.ค. 2569

เมื่อความร้อนกับภัยแล้งมาเจอกันพร้อมกัน… แล้วเราจะรับมือได้ทันหรือเปล่า? โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของวิกฤติสภาพภูมิอากาศ และครั้งนี้ — สัญญาณเตือนดังขึ้นพร้อมกันทั่วทุกทิศ

นักอุตุนิยมวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศทั่วโลกกำลังจับตาดูปรากฏการณ์ที่อาจเขย่าสภาพอากาศโลกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ ขณะที่งานวิจัยล่าสุดก็เพิ่งยืนยันว่า "ภัยแล้งฉับพลัน" กำลังขยายตัวเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ถึง 8 เท่า

คำถามคือ — เราพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะมาถึงแล้วหรือยัง?

🔵 [ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร และทำไมครั้งนี้ถึงน่ากลัวเป็นพิเศษ]


ในทางวิชาการ "ซูเปอร์เอลนีโญ" จะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเส้นศูนย์สูตรพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ อย่างน้อย 2.0 องศาเซลเซียส ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นไม่บ่อย โดยเฉลี่ยพบเพียงครั้งเดียวในรอบ 10-15 ปี และทุกครั้งที่เกิดขึ้น ผลกระทบมักรุนแรง ยาวนาน และแผ่ขยายวงกว้างไปทั่วโลก

แต่ที่ทำให้ครั้งนี้น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์สะสมมาหลายสิบปี ได้เข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก

เอริค เว็บบ์ นักอุตุนิยมวิทยาจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐ อธิบายว่า เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกสะสมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ระบบภูมิอากาศโลกจึง "ไม่สามารถระบายความร้อนที่ถูกปล่อยออกมาจากเอลนีโญแต่ละครั้งได้ทัน" ผลที่ตามมาคืออุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดทีละขั้น ไม่มีวันย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้นเดิม

🔵 [ปี 2027 อาจร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ]


นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ เซค เฮาส์ฟาเธอร์ คาดการณ์ว่า แรงส่งจากซูเปอร์เอลนีโญครั้งนี้จะทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสสูงที่ปี 2027 จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ แทนที่ปี 2024

ทอม ดิ ลิเบอร์โต อดีตนักอุตุนิยมวิทยาจาก NOAA เปรียบปรากฏการณ์นี้ว่า เหมือนกับ "การเปิดฝาหม้อน้ำเดือด" ความร้อนมหาศาลที่เคยถูกกักเก็บไว้ใต้มหาสมุทรในช่วงลานีญา กำลังจะถูกปลดปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างฉับพลัน

แล้วอาเซียน — รวมถึงไทย — จะได้รับผลกระทบอย่างไร?

🔵 [อาเซียนเจอแน่ — ภัยแล้ง น้ำน้อย ไฟป่า]


สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซูเปอร์เอลนีโญครั้งนี้หมายถึงภาวะภัยแล้งที่รุนแรงและยาวนาน ปริมาณฝนน้อยลงกว่าปกติ และความเสี่ยงต่อไฟป่าที่ควบคุมได้ยาก โดย อินโดนีเซีย เวียดนาม และปาปัวนิวกินี เป็นกลุ่มที่เคยได้รับความเสียหายหนักจากเอลนีโญในอดีตและมีความเสี่ยงสูงสุดในรอบนี้

ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ความแห้งแล้ง ความมั่นคงทางอาหารและผลผลิตเกษตรของทั้งภูมิภาคกำลังถูกคุกคาม ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามอย่างเปรูและเอกวาดอร์จะเผชิญพายุฝนหนักและน้ำท่วมฉับพลัน — นี่คือภาพของโลกที่สมดุลกำลังถูกทำลาย

🔵 [ภัยแล้งฉับพลัน — เร็วเกินกว่าจะรับมือทัน]


ขณะที่ซูเปอร์เอลนีโญกำลังถูกจับตา งานวิจัยล่าสุดจากทีมนักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้และออสเตรเลีย ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์น่าเป็นห่วงมากขึ้น

ข้อมูลระบุชัดว่า พื้นที่ที่เจอ "ภัยแล้งฉับพลัน" (Flash Drought) บนผิวโลกเพิ่มขึ้นจาก 2.5% ในทศวรรษ 1980 พุ่งเป็น 16.7% ภายในปี 2023 และที่น่าตกใจกว่านั้น คืออัตราการแพร่กระจายในช่วง 22 ปีที่ผ่านมาเร็วกว่าช่วง 20 ปีก่อนหน้าถึง 8 เท่า

คิม ยองจุน ผู้นำการวิจัย อธิบายว่า ภัยแล้งฉับพลัน "สร้างความเสียหายมากกว่าภัยแล้งทั่วไป เพราะเกิดขึ้นกะทันหันจนเกษตรกรและประชาชนไม่สามารถเตรียมตัวรับมือได้ทัน" โดยดินจะสูญเสียความชื้นอย่างรวดเร็วราวกับมีฟองน้ำขนาดยักษ์คอยดูดน้ำออกจากพื้นดิน

🔵 [ผลกระทบที่โลกเคยเจอมาแล้ว — ไม่ใช่แค่ตัวเลข]


ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุดคือ สหรัฐในปี 2012 ที่เจอภัยแล้งฉับพลันลุกลามเกือบ 2 ใน 3 ของประเทศ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 41,000 ล้านดอลลาร์ และฉุดผลผลิตข้าวโพดกับถั่วเหลืองจนราคาอาหารทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น

หรือกรณี รัสเซียปี 2010 ที่ภัยแล้งฉับพลันผสานกับคลื่นความร้อน ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกินปกติถึง 11,000 ราย จนรัฐบาลต้องสั่งห้ามส่งออกข้าวสาลี ส่งผลให้ราคาอาหารกระทบไปถึงประเทศที่นำเข้าทั่วโลก

แอนดรูว์ วีเวอร์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย ย้ำว่า "ความเสียหายที่รุนแรงที่สุดมักมาจากภัยสุดขั้วแบบผสมผสาน ซึ่งลุกลามได้รวดเร็วเกินกว่าจะคาดคิด"

🔵 [สิ่งที่ต้องทำ — ก่อนที่มันจะสายเกินไป]


ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ภัยแล้งฉับพลันคือ "ความเสี่ยงเชิงระบบรูปแบบใหม่" ที่รัฐบาลต้องยกระดับนโยบายรับมืออย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การตั้งรับเหมือนในอดีต

สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำสำหรับพื้นที่เสี่ยงแล้ง การปรับปฏิทินเพาะปลูกและเลือกพันธุ์พืชที่ทนสภาพอากาศสุดขั้ว การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าระดับรายสัปดาห์ด้วยข้อมูลดาวเทียม และที่สำคัญที่สุด — การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในการแบ่งปันข้อมูลและทรัพยากร

แม้เราจะหยุดยั้งซูเปอร์เอลนีโญไม่ได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะเตรียมรับมือมันอย่างไร

ในวันที่สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นชัดเจนกว่าที่เคย คำถามที่แท้จริงไม่ใช่แค่ว่า "มันจะรุนแรงแค่ไหน?" — แต่คือ "เราจะเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ได้อย่างไร?" แล้วคุณคิดว่าภาครัฐและชุมชนของเราพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะมาถึงแล้วหรือยัง?