ตำรวจกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. เข้าจับกุมตามหมายศาล ก่อนถูกน้ำ ตัวฝากขัง
และล่าสุดถูกมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนพร้อมตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นี่อาจเป็นจุดตกต่ำที่สุดของ เส้นทางขึ้นราชการของชายผู้ถูกจับตาจากสารพัดคดีและข้อกล่าวหา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
จากรอยยิ้ม สู่หมายจับวันรุ่งขึ้น
วันที่ 25 มิถุนายน 2559 รุ่งเรือง ธิมาบุตร เพิ่งได้รับคำสั่งจากกรมการปกครองให้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ปลัดจังหวัดภูเก็ต หลังสิ้นสุดคำสั่งช่วยราชการ
วันเดียวกัน เขากล่าวขอบคุณอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมประกาศว่าจะเร่งจัดระเบียบพื้นที่ ปราบปรามผู้มีอิทธิพล และเตรียมความพร้อมก่อนการลงพื้นที่ของรัฐฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในเดือนกรกฎาคม บรรยากาศในวันนั้น สะท้อนภาพของข้าราชการที่เหมือนได้รับโอกาสกลับมาเริ่มต้นใหม่ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า รุ่งเช้าของวันถัดมา ตำรวจ บก.บก.ปปป. จะนำหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 เข้าควบคุมตัวเขาถึงสำนักงานจังหวัดภูเก็ต
ปลัดรุ่งเรือง ถูกจับ คดีที่ไม่ใช่ "ส่วยภูเก็ต"
ในช่วงแรก หลายฝ่ายตั้งข้อลังเกตว่า การจับกุมครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับกรณี ส่วยสถานบันเทิงในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเหตุให้เขาถูกย้ายออกจากพื้นที่ก่อนหน้านี้
กลับพบว่า คดีดังกล่าวเป็นอีกคดีหนึ่ง แนวทางการสอบสวนของตำรวจระบุว่า ปลัดรุ่งเรืองถูกกล่าวหาว่าเป็น ตัวกลางเรียกรับเงิน เพื่อช่วยเหลือการสอบบรรจุเข้ารับราชการของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน หรือ อส. โดยมีผู้เสียทาย 3 ราย ถูกเรียกเงินคนละ 300,000 บาท รวม 900,000 บาท เหตุเกิดในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คดีนี้จึงเชื่อมโยงไปยังการสอบบรรจุบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
หลังถูกจับกุม ตำรวจได้ควบคุมตัวปลัดรุ่งเรืองจากจังหวัดภูเก็ต เดินทางไปยังจังหวัดสงขลา เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม ก่อนนำตัวฝากขังต่อศาลอาญาคดีทจุริตและประพฤติมิชอบภาภาค 9 ศาลมีคำลังอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามยุ่งเหยิงเหยิงกับพยานหลักฐาน และกำหนดหลักประกันตามคำมคำสั่งศาล แต่ในทางวินัย กรมการปกครองได้มีคำสั่งให้ออกจากจากราชการไว้ก่อน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ส่งผลให้เส้นทางชีวิตราชการของเขาต้องหยุดลงอีกครั้ง
คดีทุจริตสอบ จุดชนวน "ส่วยใบอนุญาตโรงแรม"
แต่ระหว่างการสอบสวนชื่อของ ปลัดรุ่งเรือง กลับพาเจ้าหน้าที่ ย้อนกลับไปยังอีกคดีที่ยังปิดไม่ลง จากคดีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น กลับกลายเป็นจดเริ่มต้นของการขยายผลไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่อง การเรียกรับผลประโยชน์จากการอกใบอนุญาตโรงแรมและสถานประกอบการในจังหวัดภูเก็ต
แกะแผน "คนน้อย ช่วยหน่อย 7 หลัก"
ขณะนี้ ตำรวจ บก.ปปป. ได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์โทรศัพท์มือถือ ที่ตรวจยึดได้ทั้งหมด ส่งเข้าสู่กระบวนการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อถอดข้อมูลดิจิทัล ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ความเชื่อมโยงของบุคคล และพยานหลักฐานที่อาจสะท้อนให้เห็นถึงกลใกการเรียกรับผลประโยชน์จากกระบวนการออกในอนุญาตของหน่วยงานรัฐ
ใบอนุญาตแบ่งเป็น 2 ระดับ
จากแนวทางการสืบสวน พบว่า ระบบการออกใบอนุญาตของฝ่ายปกครองแบ่งออกเป็นสองระดับ ระดับอำเภอ รับผิดชอบการอนุญาตกิจการบางประเภท เช่น อาวุธปืน วิลล่า และกิจการที่อยู่ในอำนาจนายอำเภอ ส่วนระดับดับจังหวัด เป็นผู้พิจารณาใบอนุญาตที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ทั้งโรงแรม สถานบันเทิง โรงงานอุตสาทกรรม และกิจการที่ต้องผ่านคณะกรรมการเฉพาะด้านหลายชุด
โครงสร้างอำนาจสูงสุดอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนงาน ส่วนปลัดจังหวัดซึ่งมักได้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัด จะมีบทบาทสำคัศสำคัญในการบริหารคณะกรรมการหลายชุด
รวมถึงการจัดสำลับคิวพิจารณาใบอนุญาตต่าง ๆ ขณะที่กำลังพล อส. หรือ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนสังกัดกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง
จุดเริ่มต้น แผนประทุษกรรม "คนน้อย ช่วยหน่อย 7 หลัก"
ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจที่มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาล นักลงทุนหมุนเวียนเข้าซื้อกิจการโรงแรม รีโนเวตสถานประกอบการ และเปิดธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การขอและต่ออายุใบอนุญาตเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี แต่เมื่อผู้ประกอบการก่อสร้างหรือปรับปรุงโรงแรมและสถานบันเทิงเสร็จ กลับพบอุปสรรคในขั้นตอนการขอเปิดดำเนินกิจการในส่วนของจังหวัด โดยมีการอ้างว่า เจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอ ต้องใช้เวลาตรวจสอบอย่างละเอียด และมีคิวสะสมจำนวนมาก ผลคือการออกใบอนุญาตดำเนินไปอย่างล่าข้า อมัติได้เพียงไม่กี่แห่งต่อเดือน
เมื่อธุรกิจต้องเดิน แต่ใบอนุญาตไม่มา
แรงกดดันทางธุรกิจทำให้ผู้ประกอบการบางราย ตัดสินใจเปิดให้บริการทั้งที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาต ยอมเสียค่าปรับรายวันหรือจ่ายเงินบางส่วนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กิจการเปิดต่อไปได้
"วงจรส่วย" ใบอนุญาตธุรกิจ"
เมื่อ อส. เข้าตรวจจับและส่งดำเนินคดีที่สถานีตำรวจ ระหว่างกระบวนการกลับมีการแนะนำช่องทางหรือทิ้งเบอร์โทรศัพท์ให้ผู้ประกอบการติดต่อบุคคลที่สามารถ ช่วยเคลีย์ได้ เมื่อมีการติดต่อ ผู้ประกอบการจึงพบว่า เป็นการเจรจากับข้าราชการระดับสูงของจังหวัดที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อกำหนดตัวเลขในการเคลียร์ปัญหา
ใครงสร้าง การรับเงินเป็นทอด ๆ
ข้อมูลระบุว่า การรับผลประโยชน์มีลักษณะเป็นลำดันลำดับชั้น โดยมี อส. ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ขณะที่ปลัดระดับต่างๆ ทำหน้าที่รับเงินเพื่อนำไปเคลียร์ให้ผู้บังคับบัญชาระดับจังหวัด ต่อมามีความขัดแย้งกายในเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ จนนำไปสู่การเพิ่มวงเงินเรียกรับสูงกว่าเดิมหลายเท่าตัว ผู้ประกอบการซึ่งเดิมต้องจ่ายรายย่อยอยู่แล้ว กลับต้องเผชิญกัญกับการเรียกรับเงินกันใหญ่ ขณะที่การขอใบอนุญาตตามขั้นตอนปกติก็ยังไม่สามารถดำรถดำเนินการได้
ที่มาของรหัส"คนน้อย ช่วยหน่อย 7 หลัก"
เมื่อผู้ประกอบการเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสถานประกอบการเพื่อออกใบอนุญาตตามกฎหมาย
คำตอบที่ได้รับคือ "คนน้อย" แต่เมื่อผู้ประกอบการขอให้ช่วยเร่งดำเนินการ "ช่วยหน่อย" เจ้าหน้าที่กลับสื่อสารกลับมาว่า "7 หลัก" วลีดังกล่าวจึงถูกใช้เป็นรหัสแทนการเรียกรับเงินก้อนใหญ่ระดับหลักล้านบาทในจังหวัดภูเก็ต เพื่อแลกกับการเร่งรัดกระบวนการออกใบอนุญาต ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวบรวมหลักฐานและขยายผลสอบสวน
เปิดกลไก รีดส่วย "โบอนุญาตธุรกิจภูเก็ต"
ข้อมูลการเรียกรับผลประโยชน์ ของตำรวจ บก.ปปปป. ในคดีเรียกรับเงินเพื่อเร่งรัดการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรงแรมในจังหวัดภูเก็ต
จากข้อมูลการสืบสวน ซึ่งอ้างอิงคำให้การของผู้เสียหาย ระบุว่า จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดภูเก็ตเข้าตรวจสอบโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต หลังพบว่าประกอบกิจการโดยยังไม่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง ก่อนจะมีการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย
หลังการจับกุม ผู้เสียหาย ระบุว่า ได้รับการแนะนำให้ติดต่อต่อผู้มีอำนาจในจังหวัด หากต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องใบอนุญาต
จากนั้นวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ผู้เสียหายได้โทรศัพท์พูดคุยกับ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อสอบถามแนวทางดำเนินการโดยได้รับคำแนะนำให้เข้าทบ ปลัดจัดจังหวัด ซึ่งเป็นรู้รับรู้รับที่อบด้านงานดังกล่าว
ต่อมาในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ผู้เสียหายเดินทางเข้าพบที่สำนักงานรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก่อนจะมีการพูดคุยคุยร่วมกับปลัดจังหวัด
ตามแนวทางการสืบสวน ผู้เสียหายอ้างว่า ในการเจรจาครั้งดังกล่าว มีการแจ้งว่าหากต้องการให้สามารถประกอบกิจการต่อไปโดยไม่มีปัญหา จะต้องมีค่าดำเนินการเป็นเงินประมาณ 7 หลัก
หลังการพูดคุย ผู้เสียหายได้จัดทำเอกสารเสนอจำนวนเงิน ก่อนสรุปยอดที่ 3 ล้านบาท เพื่อแลกกับการเร่งรัดกระบานการอกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ตามที่ผู้เสียหายกล่าวอ้าวอ้าง
จากนั้น วันที่ 38 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 11 นาฬิกา มีการนัดส่งมอบเงินสดจำนวน 3 ล้านบาท ที่บ้านพักของปลัดจังหวัดภูเก็ต โดยเงินสดถูกบรรจุยู่ในซองสีน้ำตาล และส่งมอบผ่านบุคคลซึ่งตำรวจระบุว่าเป็นผู้รับมอบเงิน
ตำรวจระบุว่า พยานหลักฐานสำคัญในคดี ประกอบด้วย ภาพจากการเข้าตรวจโรงแรม บันทึกการติดต่อสื่อสารระหว่างคู่กรณีข้อความและนัดหมายการส่งมอบเงิน รวมถึงหลักฐานเกี่ยวกับการส่งมอบเงินสดจำนวน 3 ล้านบาท
ขณะนี้ ตำรวจ บก.ปปป. อยู่ระหว่างขยายผลตวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์ และเส้นทางการเงิน เพื่อพิจน์ริอเท็จจริงและเชื่อมโยงผู้ที่เกี่ยวร้อง
ชีวิตที่วนเวียนอยู่กับ"คดี" และ "ข้อกล่าวหา"
หากย้อนดูเส้นทางรับราชการของ รุ่งเรือง ธิมาบุตร จะพบว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชื่อของเขาปรากฎอยู่ท่ามกลางข้อกล่าวหา ขณะดำรงตำแหน่งนายอำเภอสุไหงโหงโก-ลก และรักษาการผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ในปี 2565 เขาเคยถูกตั้งข้อสังเกตกรณีออกใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนให้บุคคลที่ภายหลังถูกกล่าวหาเป็นเครือข่ายยาเสพติด ต่อมาในปีเดียวกัน เขายังตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์และการฟอกเงิน ก่อนเข้ามอบตัวกับหนักงานสอบสวน และถูกคำสั่งย้ายไปช่วยราชการที่กรมการปกครอง ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดจังหวัดภูเก็ต หนึ่งในจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญของ
ประเทศไทย
ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ชีวิตราชการของ รุ่งเรือง ธิมาบุตร พลิกผันอย่างรวดเร็ว
20 พฤษภาคม 2569 ถูกย้ายไปช่วยราชการกรมการปกครอง หลังถูกพาดพิงกรณีส่วยสถานบันเทิงในจังหวัดภูเก็ต
28 พฤษภาคม เปิดเผยภาพแขตไลน์ที่อ้างว่าเป็นของอธิบดีกรมการปกครอง มีการส่งรายงานสัดส่วนคะแนนนิยนนิยมผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ภูเก็ต พร้อมข้อความตอบกลับว่า "ช่วยน้ำเงินด้วย" จนนำไปสู่ข้อโต้แย้งระหว่างทั้งสองฝ่าย
24 มิถุนายน 2569 กรมการปกครองมีคำสั่งให้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ปลัดจัดจังหวัดภูเก็ต
26 มิถุนายน 2569 วันแรกของการกลับเข้าทำงาน ถูกตำรวจ บก.ปปปป.จับกุมตามหมายศาลในคลีเรียกรับเงินช่วยสอบบรรจุ
อส.
27 มิถุนายน 2569 ถูกนำตัวฝากขังต่อศาล ก่อนศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชัวคราวภายใต้เงื่อนไข
ปัจจุบัน ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน และเข้าสู่กระบวนการสอบสวนวินัยร้ายแรง นับเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของข้าราชการระดับสูงรายนี้ ท่ามกลางคดีที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและกระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาทั้งหมดเกี่ยวกับกรณี คนน้อย ช่วยหน่อย 7 หลัก ยังอยู่ในขั้นการสอบสวน ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย และมีสิทธิ์สะสัคดีอย่างเต็มที่ จนกว่าคาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
เจาะลึกมหากาพย์ "มาเฟียภูเก็ต" เปิดรหัสลับ "คนน้อย-ช่วยหน่อย-7 หลัก" รีดส่วยโรงแรมสะเทือนเกาะ
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามอง สำหรับมหากาพย์ "มาเฟียภูเก็ต" ที่ทับซ้อนกับคดี "โกงสอบท้องถิ่น" ซึ่งดูเหมือนจะเป็นมากกว่าคดีทุจริตทั่วไป แต่มีความนัยถึงการ "เอาคืน" ทางการเมืองที่กระทบถึงระดับบิ๊กกรมการปกครอง
ย้อนรอยปมขัดแย้ง: จากแฉไลน์หลุดสู่คดีสอบ อส.
เหตุการณ์เริ่มจากการที่ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ออกมาแฉมาเฟียยึดหาด จนนำไปสู่การจัดระเบียบครั้งใหญ่ แต่ท่ามกลางการทำงานกลับเกิดความขัดแย้งในฝ่ายปกครอง เมื่อปลัดรุ่งเรือง ธิมาบุตร ถูกสั่งย้ายและตอบโต้ด้วยการแฉ "ไลน์หลุดอธิบดีกรมการปกครอง" สั่ง "ช่วยน้ำเงินด้วย" นำไปสู่การฟ้องร้องพัลวัน ทว่าเมื่อครบกำหนดช่วยราชการ 30 วัน ปลัดรุ่งเรืองถูกส่งกลับภูเก็ต แต่ถัดจากนั้นเพียงวันเดียวก็ถูกบุกจับคดีเรียกเงินจาก อส. ที่มาสอบบรรจุ คนละ 3 แสนบาท ตัวเลขที่ดูจงใจให้ตรงกับคดีอื่น!
เปิดรหัสลับ "คนน้อย-ช่วยหน่อย-7 หลัก"
ล่าสุด "องค์กรตรวจสอบ 3 ป." (ป.ป.ช., ป.ป.ท. และตำรวจ ปปป.) ได้รับข้อมูลว่า มีขบวนการรีดไถผู้ประกอบการโรงแรมในภูเก็ตด้วยตัวเลขสูงถึง 7 หลัก โดยมีกลโกงดังนี้:
- อ้าง "คนน้อย": ระบบออกใบอนุญาตล่าช้า อ้างเจ้าหน้าที่ไม่พอตรวจสอบ
- คำขอ "ช่วยหน่อย": เมื่อผู้ประกอบการเดือดร้อนจากคิวที่คั่งค้าง จึงนำไปสู่การเจรจาจ่ายใต้โต๊ะ
- "7 หลัก": คือรหัสเรียกเงินหลักล้าน เพื่อแลกกับการเร่งรัดกระบวนการออกใบอนุญาต
ขบวนการรีดส่วยที่รอการล้างบาง
พฤติการณ์คือการรับผลประโยชน์เป็นทอดๆ โดยใช้ อส. เป็นตัวกลางประสานงาน เมื่อเกิดความขัดแย้งเรื่องการแบ่งส่วนแบ่ง จึงนำไปสู่การเปิดโปงครั้งนี้ ข้อมูลชี้ว่ามีตั้งแต่ อส., ปลัดอำเภอ จนถึงระดับปลัดจังหวัด ขณะนี้ 3 องค์กรตรวจสอบกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเปิดปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่
สรุปแล้วนี่คือการปราบมาเฟีย หรือการเช็คบิลทางการเมืองที่กระทบไปถึงพรรคสีน้ำเงิน?
พบคำตอบพร้อมเจาะลึกเบื้องหลังทั้งหมดได้ในรายการ "สืบสวนความจริง" ผ่านช่องทาง Youtube Nation Online (ออกอากาศแล้วเมื่อวันที่ 4 ก.ค.69)
"โชฏิมา จันทร์คง" ทีมข่าวสืบสวนความจริง รายงาน
"สืบสวนความจริง" NationTV22