เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : ด้านมืดเอไอ! จาก "แฮกเกอร์" ถึง "อาวุธชีวภาพ"

09 ส.ค. 2569 | กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ

OPINION : ด้านมืดเอไอ! จาก "แฮกเกอร์" ถึง "อาวุธชีวภาพ"

สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเอไอเกิดขึ้นหลากหลายแง่มุม ทั้งในแง่ดีที่ไมโครซอฟต์เปิดเผยผ่านรายงาน Work Trend Index ว่า คนไทยในแง่ของพนักงานในองค์กรมีสัดส่วนการใช้งานเอไอระดับสูงถึง 32% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 16% ถึง 2 เท่า แม้จะยังตามหลังบางประเทศอาเซียนอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียก็ตาม แต่องค์กรจำนวนมากกลับไม่สามารถปรับกระบวนการทำงานให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงได้ทัน จนเกิด “ภาวะย้อนแย้งของการทรานสฟอร์ม”

อีกด้านหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เต็มไปด้วยปรากฎการณ์ที่ทำให้เราต้องกลับมาฉุกคิดกันว่า มนุษย์พร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากเอไอแค่ไหน ตั้งแต่การที่ผู้ไม่หวังดีนำเอไอไปใช้ในทางที่ผิด ไปจนถึงการที่ตัวระบบเอไอเองไปสร้างความเสียหายจนเกินการควบคุมของมนุษย์ ในขณะที่โลกของเรายังคงขาด “กติกาสากล” ในการมาควบคุมการใช้งานเอไออย่างเป็นรูปธรรม

 

🔵[เมื่อเอไอกลายเป็น “แฮกเกอร์”]

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 3 ยักษ์ใหญ่ผู้พัฒนาเอไอออกมายอมรับในเวลาไล่เลี่ยกันว่า เอเจนต์เอไอของพวกเขาไปแฮกระบบของโลกภายนอก เริ่มจาก “โอเพนเอไอ” ผู้พัฒนา ChatGPT เปิดเผยว่า เอเจนต์เอไอหลุดไปโจมตีบริการออนไลน์ของ Hugging Face แพลตฟอร์มยอดนิยมสำหรับใช้เผยแพร่และทดลองโมเดลเอไอ ก่อนที่จะพบว่าเอไอไปโจมตีอีกอย่างน้อย 4 บริษัท

 

ตามมาด้วย “แอนโทรปิก” ที่เริ่มตรวจสอบโมเดลของตัวเองหลังเห็นข่าวจากโอเพนเอไอ แล้วพบว่า Claude ซึ่งเป็นโมเดลหลักของบริษัทก็สามารถเข้าถึงและโจมตีระบบของหลายองค์กร หลังเกิดความผิดพลาดในการตั้งค่าจนโมเดลสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ หลังจากนั้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา “เมตา” ที่เป็นเจ้าของเฟซบุ๊กก็ทำแบบเดียวกันและพบว่าโมเดล Muse Spark เกิดความผิดพลาดแบบเดียวกับกรณีของแอนโทรปิกเช่นกัน

 

ในขณะที่กรณีของเมตาและแอนโทรปิกเป็นปัญหาที่เกิดจากความผิดพลาดในการตั้งค่าจนเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่กรณีของโอเพนเอไอเป็นการที่เอไอสามารถค้นพบ “ช่องโหว่” ได้ด้วยตัวเองซึ่งน่ากลัวยิ่งกว่า แต่ในอีกแง่หนึ่งการที่ช่องโหว่หรือความผิดพลาดเกิดขึ้นในระหว่างขั้นตอนการทดสอบความปลอดภัยก็อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่เนิ่นๆ ให้สังคมช่วยกันตั้งคำถามและหาทางรับมือก่อนที่โมเดลเอไอจะแอดวานซ์ไปมากกว่านี้

🔵[เมื่อเอไอกลายเป็น “อาวุธชีวภาพ”]

เอไอช่วยให้มนุษย์สามารถค้นคว้าวิจัยในสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ล่าสุดวารสาร Science ได้ตีพิมพ์การทดลองของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่ใช้โมเดลเอไอ “อีโว1” และ “อีโว2” ซึ่งได้รับการฝึกมาเพื่อทำนายรหัสพันธุกรรมของไวรัส แบคทีเรีย พืช และมนุษย์ จนสามารถสร้างไวรัสขึ้นมา 16 ชนิดที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย “อีโคไล” ได้ และนำไปสู่การหาทางให้มนุษย์สามารถจัดการกับเชื้อโรคที่ดื้อยาปฏิชีวนะได้

 

แต่ในอีกด้านหนึ่งการค้นพบนี้ก็ก่อให้เกิดความกังวลว่า อาจมีผู้นำเทคโนโลยีเดียวกันนี้ไปสร้างเชื้อโรคให้กลาย “อาวุธชีวภาพ” ได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีผู้พบว่าสามารถใช้เทคนิคการตั้งคำถามกับเอไอหลายระบบให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธชีวภาพได้ในระดับที่ละเอียดเกินไป ทั้งวิธีหาวัตถุดิบ ประกอบสารพิษ การนำไปใช้ ไปจนถึงขั้นตอนหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับ

🔵[เมื่อเอไอปลอมเป็น “มนุษย์”] 

เท่านั้นยังไม่พอ สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดการโจมตีไซเบอร์ครั้งใหญ่ต่อกองทุนเฮดจ์ฟันด์ชั้นนำหลายแห่งในสหรัฐฯ โดยพุ่งเป้าไปที่ระบบไอทีของผู้จัดการกองทุนด้วยการใช้เอไอเลียนแบบเสียงบุคคลจริง เพื่อหลอกให้พนักงานเปิดเผยข้อมูลสำคัญหรืออนุญาตให้เข้าถึงระบบ ไม่ต่างอะไรกับที่บรรดาแก๊งสแกมเมอร์หลอกคนไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบว่าข้อมูลของลูกค้าถูกขโมยไป แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า เอไอช่วยให้แฮกเกอร์โจมตีได้แนบเนียนขึ้นและสามารถโจมตีได้ในวงกว้าง จากไม่กี่สิบเป้าหมายในอดีต กลายเป็นนับพันแห่งพร้อมกันในปัจจุบัน

 

ขณะเดียวกันนอกจากมนุษย์จะใช้เอไอปลอมแปลงเป็นคนอื่นแล้ว เดี๋ยวนี้เอไอยังพยายามปลอมเป็นมนุษย์ด้วยตัวเองอีกด้วย หลังสถาบันความมั่นคงปลอดภัยด้านเอไอของอังกฤษได้ประเมินความสามารถของโมเดลเอไอหลายตัวและพบว่า โมเดลบางตัวใช้วิธีการหลอกลวงหรือชักจูงมนุษย์เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือสิทธิ์การเข้าถึงระบบด้วยการสร้างบัญชีผู้ใช้ปลอมและสวมรอยเป็นบุคคลจริง โดยเฉพาะโมเดล Mythos ของแอนโทรปิก

 

อย่างไรก็ตามแอนโทรปิกชี้แจงว่า การทดสอบดังกล่าวไม่ได้สะท้อนโมเดลที่เปิดให้ใช้งานในปัจจุบัน เช่นเดียวกับโอเพนเอไอที่ระบุว่า การทดสอบถูกออกแบบให้เป็นกรณีของสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงด้านความปลอดภัย จึงไม่ได้สะท้อนรูปแบบการใช้งานทั่วไปของผู้ใช้ส่วนใหญ่

 

🔵[เมื่อเอไอเสี่ยงคุมไม่อยู่]

จากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาพนักงานและผู้บริหารจากบริษัทเอไอของโลกมากกว่า 1,000 คน รวมทั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอนโทรปิก หัวหน้าฝ่ายวิจัยของโอเพนเอไอ หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ของดีปมายด์ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกูเกิล และหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของเมตาเอไอ จึงร่วมกันลงนามในจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศในการสร้างเครื่องมือและกลไกที่จะช่วยชะลอความเร็วของการพัฒนาเอไอ เพื่อให้มาตรการด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลตามทัน และให้สังคมมีเวลารับมือกับผลกระทบและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

.

ล่าสุดทำเนียบขาวได้เชิญตัวแทนจากบริษัทเอไอชั้นนำทั้งเมตา แอนโทรปิก กูเกิล และโอเพนเอไอเข้าพบ เพื่อหารือเกี่ยวกับการทดสอบความปลอดภัยโมเดลเอไอของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามมีความกังวลว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการที่บริษัทเทคโนโลยีและผู้บริหารในอุตสาหกรรมเอไอเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้กับทีมหาเสียงของทรัมป์ นอกจากนี้ทรัมป์ยังเคยแต่งตั้ง “เดวิด แซกส์” ซึ่งสนับสนุนแนวทางผ่อนคลายการกำกับดูแลเอไอ เป็นที่ปรึกษาด้านเอไอของทำเนียบขาวด้วย

.

นอกจากสหรัฐฯ แล้ว เวทีโลกอย่างองค์การสหประชาชาติก็เพิ่งจัดการประชุมระดับโลกด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติเตือนว่า เอไอกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วจนกฎระเบียบตามไม่ทัน และเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันกำหนดกรอบการกำกับดูแลระดับโลกเพื่อให้เอไอถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติอย่างแท้จริง

 

กูเตอร์เรสเตือนว่า โลกกำลังปล่อยให้เกิดการทดลองเอไอกับสังคมมนุษย์โดยไม่มีแผนรองรับและไม่ได้รับความยินยอมจากสังคม โดยขณะนี้โลกกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการกำหนดกติกาการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับเอไอ พร้อมทิ้งท้ายว่าประตูแห่งโอกาสยังเปิดอยู่ในเวลานี้ แต่จะไม่เปิดอยู่ตลอดไป

 

“พลังอันยิ่งใหญ่...มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง” นอกจากจะเป็นประโยคประจำใจของสไปเดอร์แมนแล้ว ผมก็อยากจะฝากประโยคนี้ไว้ในใจของผู้พัฒนาและใช้งานเอไอเช่นกันครับ

ข่าวล่าสุด