นัสร์ อัล-ดิน อาเมอร์ หัวหน้าสำนักข่าว Saba (สื่อรัฐที่อยู่ใต้การควบคุมของฮูตี) ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า ฮูตีจะยังคง "กดดัน" ซาอุฯ ต่อไป จนกว่าจะสามารถ "ทำลายการปิดล้อมที่ไม่เป็นธรรม ที่ถูกกำหนดโดยซาอุดีอาระเบีย ที่เป็นศัตรูสำคัญมานาน 12 ปี" ได้สำเร็จ
(หมายเหตุ: เยเมนตกอยู่ในภาวะวุ่นวายตั้งแต่ปี 2557 เมื่อฮูตียึดกรุงซานา บีบให้รัฐบาลลี้ภัย ปีถัดมาซาอุฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารขับไล่กลุ่มฮูตีและสนับสนุนรัฐบาลที่ได้รับการรับรองจากนานาชาติ ควบคู่กับการปิดล้อมพื้นที่ ขณะที่อิหร่านก็ให้อาวุธและการฝึกอบรมแก่ฮูตี)
🔵 [ทางเลือกที่ 1: "ทุ่มสุดตัว" แลกความสูญเสียมหาศาล]
แม้จะสูญเสียพื้นที่ควบคุม แต่ซาอุฯ ยังไม่ได้ตอบโต้ด้วยกำลังทหารเต็มรูปแบบ ทำให้เกิดคำถามว่าย่างก้าวต่อไปจะเป็นอย่างไร?
ซินเซีย เบียงโก นักวิจัยจากสภายุโรปว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (European Council on Foreign Relations) ชี้ว่า ซาอุฯ มีทางเลือกจำกัดมาก ทางเลือกหนึ่งคือการยกระดับความขัดแย้งแบบ "ทุ่มสุดตัวทำสงครามเต็มรูปแบบ" แต่นั่นจะส่งผลให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่รู้จบ คล้ายสงครามกลางเมืองในเยเมนที่สร้างวิกฤตด้านมนุษยธรรมเลวร้ายที่สุดในโลก (ประชาชนราว 22 ล้านคน หรือเกือบครึ่งประเทศ ต้องการความช่วยเหลือ)
ยิ่งไปกว่านั้น สงครามเต็มรูปแบบมีแนวโน้มดึง "อิหร่าน" เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง เบียงโกชี้ว่า "คงเป็นเรื่องยากที่จะจำกัดขอบเขตความขัดแย้งแค่ในเยเมน เพราะมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามวงกว้างระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งซาอุฯ จะเข้าร่วมรบในฐานะพันธมิตรของสหรัฐฯ"
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ก็ไม่น่าจะเข้าแทรกแซงทางทหาร ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ การเลือกตั้งกลางเทอม และข้อถกเถียงเรื่องการใช้ทรัพยากรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง เบียงโกย้ำว่า ทรัมป์ "ไม่อยู่ในสถานะที่จะเพิ่มความมุ่งมั่นที่มีต่อภูมิภาคนี้ได้ ในห้วงเวลาทางการเมืองเช่นนี้"
ด้านทรัมป์อ้างว่า กลุ่มฮูตีติดต่อมายังรัฐบาลและแสดงท่าทีว่าไม่ต้องการให้สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง "พวกเขาคงไม่อยากให้เราเข้าไปยุ่งเกี่ยวเท่าไรนัก... มีเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่พวกเขาไม่ค่อยพอใจ ซึ่งเราจะจัดการแก้ไขปัญหานี้ให้เรียบร้อย"
แหล่งข่าวของ CNN เผยว่า มกุฎราชกุมารแห่งซาอุฯ หารือกับทรัมป์ 2 ครั้ง (เมื่อพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน) เพื่อเรียกร้องให้สหรัฐฯ โจมตีฮูตี แต่ทรัมป์ปฏิเสธ โดยสหรัฐฯ เพียงแค่ส่งที่ปรึกษาทางทหารประมาณ 100 นายไปซาอุฯ เพื่อให้ข้อมูลข่าวกรองเท่านั้น ซึ่ง นาวาฟ โอบีด อดีตที่ปรึกษารัฐบาลซาอุฯ ยืนยันว่า ซาอุฯ ไม่เคยขอให้สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศ ต้องการแค่ข้อมูลข่าวกรอง
🔵 [ทางเลือกที่ 2: "การเมือง" ที่หมดหนทาง]
อีกแนวทางคือการหาทางออกทางการเมือง แต่ดูเหมือนจะ "สายเกินไปแล้ว" เบียงโกระบุว่าช่วงที่ผ่านมา ซาอุฯ ใช้แนวทาง "ความอดทนเชิงยุทธศาสตร์" ออกแถลงการณ์เตือนและประณามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่เป็นผล
ตัวอย่างเช่น เหตุโจมตีท่อส่งน้ำมัน กระทรวงการต่างประเทศซาอุฯ ทำได้เพียงแถลงว่า "ราชอาณาจักรเลือกที่จะยังไม่ตอบโต้ในขณะนี้ และจะสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลอิรัก... และขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นทุกประการเพื่อปกป้องอธิปไตย"
เบียงโกสรุปว่า ซาอุฯ ได้ "ใช้หนทางแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางการเมืองจนหมดสิ้นแล้ว" และแม้จะบรรลุข้อตกลงกับฮูตีได้ มันก็คือ "การยอมจำนนอย่างเบ็ดเสร็จ" ที่ต้องแลกมาด้วยราคาแพงมหาศาล!
ซัลมาน อัล-อันซารี นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ชาวซาอุฯ คาดการณ์ว่า ปฏิบัติการตอบโต้ครั้งต่อไปของซาอุฯ จะขยายวงกว้างเกินกว่าพรมแดนเยเมน "ปฏิบัติการทางทหาร... ได้เริ่มขึ้นแล้ว และคาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่วันหรือแม้กระทั่งไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า"
แต่อัล-อันซารี ก็ย้ำว่า ซาอุฯ จะไม่ทำสงครามเต็มรูปแบบ "หากปราศจากการสนับสนุนจากนานาชาติที่หนักแน่น ต่อเนื่อง และชัดเจน" เพราะที่ผ่านมา ประชาคมโลกทำผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ไม่ฟังคำเตือนของซาอุฯ เกี่ยวกับกลุ่มฮูตี
ท้ายที่สุด นักวิเคราะห์มองว่า หากฮูตียังคงยกระดับความรุนแรงต่อไป ซาอุดีอาระเบียก็จะ "ถูกบีบ" ให้เข้าสู่ภาวะสงครามอย่างไม่มีทางเลือก ไม่ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติหรือไม่ก็ตาม เพราะพวกเขากำลังถูกโจมตีแบบขนาบข้าง ทั้งจากกลุ่มฮูตี และกลุ่มแนวร่วมต่อต้านอิสลามแห่งอิรัก (IRI) นั่นเอง