โรเบิร์ต ซาตอร์เร (Robert Zatorre) นักประสาทวิทยาชาวอาร์เจนตินา เคยตีพิมพ์ผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งกล่าวไว้ทำนองว่า ส่วนใหญ่การฟังเพลงจะทำให้เรามีความสุข เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า ‘โดปามีน’ ออกมาในขณะที่ฟังเพลง ซึ่งโดปามีนเป็นฮอร์โมนที่จะหลั่งออกมาในช่วงที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการมีชีวิตรอด หรือการดำรงเผ่าพันธุ์ ยกตัวอย่างเช่น เวลากินของอร่อย หรือเวลามีเพศสัมพันธ์ โดยความน่าสนใจอยู่ตรงที่พฤติกรรมการฟังเพลงที่เรายังไม่เห็นความจำเป็นของมันในการช่วยให้มีชีวิตรอด ร่างกายกลับให้รางวัลระดับเดียวกันกับพฤติกรรมที่สำคัญต่อเผ่าพันธุ์มากๆ
จากงานวิจัยของคุณซาตอร์เร พอจะให้คำตอบได้แล้วว่าทำไมมนุษย์เราถึงชอบดนตรี แต่เราก็ยังไม่รู้คำตอบของโจทย์ที่ว่า ธรรมชาติจะวิวัฒนาการให้มนุษย์ชอบดนตรีตั้งแต่แรกเพื่ออะไรอยู่ดี สรุปพฤติกรรมชอบฟังเพลงของมนุษย์มาจากไหน?
สมมติฐานหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากในการตอบคำถามนี้คือ พฤติกรรมชอบฟังเพลงเป็นสิ่งที่ ‘บังเอิญ’ วิวัฒนาการขึ้นมาโดยอุบัติเหตุ หมายความว่าธรรมชาติไม่ได้ตั้งใจว่ามนุษย์ควรมีพฤติกรรมนี้ แต่มันอาจวิวัฒนาการขึ้นมาพร้อมกับพฤติกรรมอื่น
ยกตัวอย่างอุบัติเหตุในวิวัฒนาการ เช่น บรรพบุรุษของมนุษย์เราอาจจำเป็นต้องฟังเสียงกรอบแกรบหลังพุ่มไม้เพื่อระแวดระวังนักล่าที่ซ่อนอยู่ ทำให้มนุษย์ได้รับการพัฒนาทักษะการฟังขึ้นมา หรือบางทีการที่มนุษย์วิวัฒนาการมายืนสองขาลำตัวตรง ก็ทำให้ร่างกายต้องปรับส่วนประกอบที่เรียกว่า ท่อครึ่งวงกลมในหูชั้นใน (semicircular canal) ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อช่วยในการทรงตัวมากกว่าสัตว์อื่น แล้วบังเอิญทำให้หูมนุษย์พัฒนามากกว่าสัตว์ชนิดอื่นไปด้วย ก็อาจจะเป็นไปได้
มีสมมติฐานอื่นๆ อีกที่พยายามหาคำตอบว่าทำไมมนุษย์ถึงชื่นชอบเสียงดนตรี เช่น เสียงดนตรีอาจหลอกสมองให้นึกว่าเป็นคำพูดได้ โดย ฌอง จูเลียง โอกูตูรีเย (Jean-Julien Aucouturier) นักประสาทวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ทำวิจัยเกี่ยวกับเสียงดนตรีและอารมณ์ความรู้สึก ก็กล่าวไว้ทำนองว่า อารมณ์ความรู้สึกของคนที่อยู่รอบข้าง ไม่ว่าจะทุกข์ สุข เศร้า เหงา กลัว โกรธ สามารถส่งข้อมูลความรู้สึกนั้นมาถึงเราได้ผ่านน้ำเสียงในการพูด เช่น เวลามีความสุขจะพูดเสียงสูงขึ้น หรือเวลากลัวจะมีเสียงสั่นเครือ ซึ่งเครื่องดนตรีสามารถผลิตเสียงที่สื่อถึงอารมณ์ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเสียงสูง เสียงต่ำ เสียงสั่น เสียงดัง เสียงเบา เสียงที่ต่อเนื่อง หรือไม่ต่อเนื่อง ทำให้เรารับรู้อารมณ์ผ่านบทเพลงได้
ความพิเศษของเครื่องดนตรีคือ มันสามารถสร้างเสียงบ่งบอกความรู้สึกได้แรงกล้ากว่าคำพูดของเราเสียอีก ถ้าเราสามารถตะโกนคำว่า “มีความสุขจังโว้ย” ที่ดูมีความสุขได้มากเท่าไหร่ เปียโน ทรัมเป็ต ไวโอลิน และเครื่องดนตรีอีกหลายชนิด สามารถส่งเสียงที่ดูมีความสุขได้มากกว่าคุณอีก 100 เท่า เพราะเครื่องดนตรีสามารถสร้างเสียงที่กว้างกว่าได้ รวมถึงสามารถเปล่งเสียงด้วยโน้ตที่ไม่มนุษย์คนไหนสามารถจะเปล่งเสียงนั้นถึงได้ด้วย
พูดถึงเครื่องดนตรีแล้ว มนุษย์เองก็ไม่ได้เพิ่งสร้างเครื่องดนตรีเมื่อไม่นานมานี้นะ เพราะนักโบราณคดีเคยพบหลักฐานเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ที่สุดเรียกว่า ฟลูตกระดูกโบราณ (ancient bone flute) พบในยุโรป ลักษณะทำจากกระดูกสัตว์ชิ้นยาวๆ มีช่องกลวงตรงกลาง และทำการเจาะรูไว้หลายๆ รู้คล้ายขลุ่ย ซึ่งเครื่องดนตรีที่ว่ามีอายุราวๆ 45,000-82,000 ปี
นักโบราณคดีบางคนคิดว่าเครื่องดนตรีอาจเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์สมัยใหม่ (Homo sapiens) มีความได้เปรียบเชิงกลยุทธเหนือมนุษย์โบราณอย่างนีแอนเดอร์ทัล (Homo neanderthalensis) เพราะมีหลักฐานชี้ให้เห็นว่า มนุษย์สมัยใหม่มีประเพณีการเล่นดนตรี ที่ช่วยในการสื่อสาร และช่วยเชื่อมความผูกพันในสังคมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทำให้มนุษย์สมัยใหม่มีความสามัคคี ร่วมมือกันทำงานได้ดี ซึ่งเป็นผลพลอยได้ส่วนหนึ่งจากการชอบฟังดนตรี
ไม่ใช่แค่การฟังดนตรี เพราะการเต้นรำเองก็มีหลักฐานทางโบราณดีเช่นกัน โดยมีบางพื้นทีที่มีร่องรอยการกระทืบเท้าเหยียบย่ำไปมาอย่างหนักหน่วงในพื้นที่ที่พบเครื่องดนตรียุคโบราณ สื่อให้เห็นว่าชุมชนมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็มีกิจกรรมร้องรำทำเพลง ที่ทั้งร้องทั้งรำจริงๆ
เอ็ดเวิร์ด แฮเกน (Edward Hagen) นักมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ตั้งสมมติฐานไว้ว่า การเต้นรำอาจถูกวิวัฒนาการมาเพื่อใช้ประเมินซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม เช่น ถ้าหากเต้นรำด้วยกันได้อย่างสอดคล้องมากแค่ไหน ยิ่งช่วยบ่งชี้ว่าพวกเขาสามารถทำงานอื่นร่วมกันได้ดีด้วยเช่นกัน
มีอีกการศึกษาหนึ่งจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด พบว่าการออกกำลังร่างกายพร้อมกันหลายคน โดยมีเป้าหมายบางอย่างร่วมกัน จะช่วยส่งผลดีในทางสรีรวิทยาด้วย เพราะมันทำให้ร่างกายมนุษย์กลุ่มนี้อดทนต่อความเจ็บปวดได้มากกว่าการออกกำลังกายคนเดียว ซึ่งการอดทนต่อความเจ็บปวดได้ เป็นผลดีกับบรรพบุรุษยุคโบราณของเราที่อาศัยในธรรมชาติที่โหดร้ายอย่างแน่นอน
ข้ามเวลากลับมาที่ยุคสมัยปัจจุบัน เสียงดนตรีไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงการทำให้เรามีความสุข หรือทำให้ร่วมงานกันเป็นทีมมากขึ้นเท่านั้น เพราะทางการแพทย์ก็นำการเต้นมาใช้บำบัดผู้ป่วยด้วย เช่น ผู้ป่วยพาร์กินสัน ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่มีความทุกข์ทรมานจากอาการตึง ขยับร่างกายลำบาก และไม่สามารถทนทานแรงสั่นสะเทือนเยอะๆ ได้ เมื่อบำบัดด้วยการเต้นเล็กน้อย อาจไม่ถึงขั้นทำให้พวกเขาลุกขึ้นมาเต้นบีบอยได้ แต่มันทำให้เขาสามารถควบคุมการขยับร่างกายและทรงตัวได้ดีขึ้น รวมถึงยังเกิดความผูกพันระหว่างผู้ป่วยที่มาร่วมบำบัดด้วยกัน
ในขณะเดียวกัน การฟังเพลงก็ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ในฐานะดนตรีบำบัด ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ถ้าได้ฝึกร้องเพลงด้วยจะช่วยให้ผู้ป่วยมีการพัฒนาทางการพูดเปล่งเสียงได้ดีขึ้น และยังสร้างเสริมสุขภาพจิตที่ดีให้กับผู้ป่วยด้วย
เพราะฉะนั้น คงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นอากัปกิริยาของผู้ที่เข้าไปฟังการแสดงดนตรีแจ๊สโดยกลุ่มตัวเอกในภาพยนตร์เรื่อง Blue Giant จะมีการเคาะโต๊ะไปด้วย โยกคอไปด้วย หรือยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปด้วย ไม่ต่างจากเรา เพราะมนุษย์เรามีความสุขได้จากการร้องรำทำเพลง สิ่งที่มีประโยชน์เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ สิ่งที่สร้างความสุขให้เราได้อย่างง่ายดาย และเป็นสิ่งที่ธรรมชาติเก็บไว้เป็นของขวัญให้กับพวกเราทุกคน
ขอให้สนุกกับภาพยนตร์และเสียงเพลงกันทุกคนนะครับ
ข้อมูลอ้างอิง