เนชั่นทีวี

lifestyle1

‘Blue Giant’ กับเหตุผลว่าทำไมคนเราถึงชอบฟังเพลง

02 ก.พ. 2567

‘Blue Giant’ กับเหตุผลว่าทำไมคนเราถึงชอบฟังเพลง

อนิเมชั่น Blue Giant (2023) ‘เป่าฝันให้เต็มฟ้า’ พาคนดูดำดิ่งลงไปในโลกของดนตรีแจ๊ส และเคลิบเคลิ้มไปกับความไพเราะของดนตรี ความสุขจากการได้ฟังดนตรีนี่แหละที่ชวนให้สงสัยว่า ทำไมกันนะ มนุษย์อย่างเราๆ ถึงชอบฟังเพลง? คอลัมน์ 'Sci Off Screen' จะมาตอบในเรื่องนี้

Blue Giant (2023) ‘เป่าฝันให้เต็มฟ้า’ เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของตัวละครที่อยากจะเป็นนักดนตรี อัดแน่นด้วยฉากการแสดงดนตรีสดที่นับว่าสุดยอด และทุกเพลงมักจบลงด้วยเสียงปรบมือด้วยความประทับใจของผู้ชม ถ้าหากเราอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกับผู้ชมที่ได้ฟังนักดนตรีมากความสามารถ บรรเลงบทเพลงอันไพเราะแบบสดๆ ตรงหน้า เราก็คงประทับใจไม่ต่างกัน เพราะแทบทุกคนบนโลกใบนี้ก็ชอบฟังเพลงกันทั้งนั้น

Blue Giant (2023). ภาพจาก: GKIDS

แล้วทำไมคนเราถึงชอบฟังเพลง? มิหนำซ้ำหลายคนยังชอบขยับร่างกายโยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะของเพลงเสียด้วย ทั้งๆ ที่ในทางชีววิทยาแล้ว รสนิยมการฟังเพลงไม่น่ามีประโยชน์ต่อการเอาชีวิตรอดและดำรงเผ่าพันธุ์จนถึงขนาดที่ต้องวิวัฒนาการเก็บลักษณะนิสัยนี้ไว้ในมนุษย์มาถึงยุคปัจจุบัน เผลอๆ ถ้ากำลังร้องเพลงเพลินๆ แล้วนักล่าเกิดได้ยินเข้า อาจจะไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อร้องเพลงถัดไปในอัลบั้มก็ได้ บทความนี้จึงจะพามาหาคำตอบในเชิงชีววิทยาและโบราณคดีกัน ว่าทำไมมนุษย์ถึงชอบเสียงเพลง
 

ปกติแล้ว การทำงานของวิวัฒนาการในเชิงชีววิทยา คือการเก็บลักษณะที่ทำให้สิ่งมีชีวิตเอาชีวิตรอดและถ่ายทอดพันธุกรรมได้ดีกว่า โดยเก็บไว้ในธรรมชาติ ในรูปของหน้าตา ลักษณะนิสัย หรือผลจากสารเคมีในร่างกายที่อธิบายได้ด้วยจิตวิทยา ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจทำให้หาอาหารง่ายขึ้นบ้าง หาคู่ง่ายขึ้นบ้าง หรืออาจจะทำให้หนีนักล่าได้ไวขึ้นบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีลักษณะแบบไหนที่เก็บไว้กับตัว

สิ่งหนึ่งซึ่งวิวัฒนาการมาพร้อมกับมนุษย์และดูจะสอดคล้องกับการฟังเพลง นั่นคือการวิวัฒนาการของอารมณ์ความรู้สึกในมนุษย์ เช่น ความรู้สึกกลัว ที่ทำให้เราหาหนทางหลีกหนีสิ่งอันตรายจากโลกภายนอก หรือความรู้สึกสนุก ที่จะทำให้เราเข้ากับเพื่อนในฝูงได้ดี ซึ่งเสียงดนตรีมันดันสร้างทั้งความรู้สึกสนุกและรู้สึกกลัวให้กับมนุษย์อย่างเราได้เสียด้วย

Blue Giant (2023). ภาพจาก: GKIDS

เราคงคุ้นเคยเวลาดูหนังสยองขวัญ เพลงในหนังจะมีส่วนช่วยทำให้เราลุ้นระทึก ใจสั่นระรัว เพราะมันช่วยสร้างความรู้สึกกลัว หรือเวลาเราได้ยินเสียงดนตรีกระหึ่มจากลำโพงข้างเวทีคอนเสิร์ต เพียงแค่อินโทรเพลงขึ้นเราก็พร้อมจะโดดแล้ว ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดจากสถานการณ์ต่างๆ และที่เกิดจากดนตรี ล้วนกระตุ้นสมองในส่วนเดียวกันแบบเป๊ะๆ
 

โรเบิร์ต ซาตอร์เร (Robert Zatorre) นักประสาทวิทยาชาวอาร์เจนตินา เคยตีพิมพ์ผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งกล่าวไว้ทำนองว่า ส่วนใหญ่การฟังเพลงจะทำให้เรามีความสุข เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า ‘โดปามีน’ ออกมาในขณะที่ฟังเพลง ซึ่งโดปามีนเป็นฮอร์โมนที่จะหลั่งออกมาในช่วงที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการมีชีวิตรอด หรือการดำรงเผ่าพันธุ์ ยกตัวอย่างเช่น เวลากินของอร่อย หรือเวลามีเพศสัมพันธ์ โดยความน่าสนใจอยู่ตรงที่พฤติกรรมการฟังเพลงที่เรายังไม่เห็นความจำเป็นของมันในการช่วยให้มีชีวิตรอด ร่างกายกลับให้รางวัลระดับเดียวกันกับพฤติกรรมที่สำคัญต่อเผ่าพันธุ์มากๆ

จากงานวิจัยของคุณซาตอร์เร พอจะให้คำตอบได้แล้วว่าทำไมมนุษย์เราถึงชอบดนตรี แต่เราก็ยังไม่รู้คำตอบของโจทย์ที่ว่า ธรรมชาติจะวิวัฒนาการให้มนุษย์ชอบดนตรีตั้งแต่แรกเพื่ออะไรอยู่ดี สรุปพฤติกรรมชอบฟังเพลงของมนุษย์มาจากไหน?

Blue Giant (2023). ภาพจาก: IMDb

สมมติฐานหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากในการตอบคำถามนี้คือ พฤติกรรมชอบฟังเพลงเป็นสิ่งที่ ‘บังเอิญ’ วิวัฒนาการขึ้นมาโดยอุบัติเหตุ หมายความว่าธรรมชาติไม่ได้ตั้งใจว่ามนุษย์ควรมีพฤติกรรมนี้ แต่มันอาจวิวัฒนาการขึ้นมาพร้อมกับพฤติกรรมอื่น 

ยกตัวอย่างอุบัติเหตุในวิวัฒนาการ เช่น บรรพบุรุษของมนุษย์เราอาจจำเป็นต้องฟังเสียงกรอบแกรบหลังพุ่มไม้เพื่อระแวดระวังนักล่าที่ซ่อนอยู่ ทำให้มนุษย์ได้รับการพัฒนาทักษะการฟังขึ้นมา หรือบางทีการที่มนุษย์วิวัฒนาการมายืนสองขาลำตัวตรง ก็ทำให้ร่างกายต้องปรับส่วนประกอบที่เรียกว่า ท่อครึ่งวงกลมในหูชั้นใน (semicircular canal) ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อช่วยในการทรงตัวมากกว่าสัตว์อื่น แล้วบังเอิญทำให้หูมนุษย์พัฒนามากกว่าสัตว์ชนิดอื่นไปด้วย ก็อาจจะเป็นไปได้

มีสมมติฐานอื่นๆ อีกที่พยายามหาคำตอบว่าทำไมมนุษย์ถึงชื่นชอบเสียงดนตรี เช่น เสียงดนตรีอาจหลอกสมองให้นึกว่าเป็นคำพูดได้ โดย ฌอง จูเลียง โอกูตูรีเย (Jean-Julien Aucouturier) นักประสาทวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ทำวิจัยเกี่ยวกับเสียงดนตรีและอารมณ์ความรู้สึก ก็กล่าวไว้ทำนองว่า อารมณ์ความรู้สึกของคนที่อยู่รอบข้าง ไม่ว่าจะทุกข์ สุข เศร้า เหงา กลัว โกรธ สามารถส่งข้อมูลความรู้สึกนั้นมาถึงเราได้ผ่านน้ำเสียงในการพูด เช่น เวลามีความสุขจะพูดเสียงสูงขึ้น หรือเวลากลัวจะมีเสียงสั่นเครือ ซึ่งเครื่องดนตรีสามารถผลิตเสียงที่สื่อถึงอารมณ์ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเสียงสูง เสียงต่ำ เสียงสั่น เสียงดัง เสียงเบา เสียงที่ต่อเนื่อง หรือไม่ต่อเนื่อง ทำให้เรารับรู้อารมณ์ผ่านบทเพลงได้

ความพิเศษของเครื่องดนตรีคือ มันสามารถสร้างเสียงบ่งบอกความรู้สึกได้แรงกล้ากว่าคำพูดของเราเสียอีก ถ้าเราสามารถตะโกนคำว่า “มีความสุขจังโว้ย” ที่ดูมีความสุขได้มากเท่าไหร่ เปียโน ทรัมเป็ต ไวโอลิน และเครื่องดนตรีอีกหลายชนิด สามารถส่งเสียงที่ดูมีความสุขได้มากกว่าคุณอีก 100 เท่า เพราะเครื่องดนตรีสามารถสร้างเสียงที่กว้างกว่าได้ รวมถึงสามารถเปล่งเสียงด้วยโน้ตที่ไม่มนุษย์คนไหนสามารถจะเปล่งเสียงนั้นถึงได้ด้วย

Blue Giant (2023). ภาพจาก: IMDb

พูดถึงเครื่องดนตรีแล้ว มนุษย์เองก็ไม่ได้เพิ่งสร้างเครื่องดนตรีเมื่อไม่นานมานี้นะ เพราะนักโบราณคดีเคยพบหลักฐานเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ที่สุดเรียกว่า ฟลูตกระดูกโบราณ (ancient bone flute) พบในยุโรป ลักษณะทำจากกระดูกสัตว์ชิ้นยาวๆ มีช่องกลวงตรงกลาง และทำการเจาะรูไว้หลายๆ รู้คล้ายขลุ่ย ซึ่งเครื่องดนตรีที่ว่ามีอายุราวๆ 45,000-82,000 ปี

นักโบราณคดีบางคนคิดว่าเครื่องดนตรีอาจเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์สมัยใหม่ (Homo sapiens) มีความได้เปรียบเชิงกลยุทธเหนือมนุษย์โบราณอย่างนีแอนเดอร์ทัล (Homo neanderthalensis) เพราะมีหลักฐานชี้ให้เห็นว่า มนุษย์สมัยใหม่มีประเพณีการเล่นดนตรี ที่ช่วยในการสื่อสาร และช่วยเชื่อมความผูกพันในสังคมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทำให้มนุษย์สมัยใหม่มีความสามัคคี ร่วมมือกันทำงานได้ดี ซึ่งเป็นผลพลอยได้ส่วนหนึ่งจากการชอบฟังดนตรี

ไม่ใช่แค่การฟังดนตรี เพราะการเต้นรำเองก็มีหลักฐานทางโบราณดีเช่นกัน โดยมีบางพื้นทีที่มีร่องรอยการกระทืบเท้าเหยียบย่ำไปมาอย่างหนักหน่วงในพื้นที่ที่พบเครื่องดนตรียุคโบราณ สื่อให้เห็นว่าชุมชนมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็มีกิจกรรมร้องรำทำเพลง ที่ทั้งร้องทั้งรำจริงๆ

เอ็ดเวิร์ด แฮเกน (Edward Hagen) นักมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ตั้งสมมติฐานไว้ว่า การเต้นรำอาจถูกวิวัฒนาการมาเพื่อใช้ประเมินซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม เช่น ถ้าหากเต้นรำด้วยกันได้อย่างสอดคล้องมากแค่ไหน ยิ่งช่วยบ่งชี้ว่าพวกเขาสามารถทำงานอื่นร่วมกันได้ดีด้วยเช่นกัน

มีอีกการศึกษาหนึ่งจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด พบว่าการออกกำลังร่างกายพร้อมกันหลายคน โดยมีเป้าหมายบางอย่างร่วมกัน จะช่วยส่งผลดีในทางสรีรวิทยาด้วย เพราะมันทำให้ร่างกายมนุษย์กลุ่มนี้อดทนต่อความเจ็บปวดได้มากกว่าการออกกำลังกายคนเดียว ซึ่งการอดทนต่อความเจ็บปวดได้ เป็นผลดีกับบรรพบุรุษยุคโบราณของเราที่อาศัยในธรรมชาติที่โหดร้ายอย่างแน่นอน

ข้ามเวลากลับมาที่ยุคสมัยปัจจุบัน เสียงดนตรีไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงการทำให้เรามีความสุข หรือทำให้ร่วมงานกันเป็นทีมมากขึ้นเท่านั้น เพราะทางการแพทย์ก็นำการเต้นมาใช้บำบัดผู้ป่วยด้วย เช่น ผู้ป่วยพาร์กินสัน ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่มีความทุกข์ทรมานจากอาการตึง ขยับร่างกายลำบาก และไม่สามารถทนทานแรงสั่นสะเทือนเยอะๆ ได้ เมื่อบำบัดด้วยการเต้นเล็กน้อย อาจไม่ถึงขั้นทำให้พวกเขาลุกขึ้นมาเต้นบีบอยได้ แต่มันทำให้เขาสามารถควบคุมการขยับร่างกายและทรงตัวได้ดีขึ้น รวมถึงยังเกิดความผูกพันระหว่างผู้ป่วยที่มาร่วมบำบัดด้วยกัน

ในขณะเดียวกัน การฟังเพลงก็ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ในฐานะดนตรีบำบัด ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ถ้าได้ฝึกร้องเพลงด้วยจะช่วยให้ผู้ป่วยมีการพัฒนาทางการพูดเปล่งเสียงได้ดีขึ้น และยังสร้างเสริมสุขภาพจิตที่ดีให้กับผู้ป่วยด้วย

Blue Giant (2023). ภาพจาก: IMDb

เพราะฉะนั้น คงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นอากัปกิริยาของผู้ที่เข้าไปฟังการแสดงดนตรีแจ๊สโดยกลุ่มตัวเอกในภาพยนตร์เรื่อง Blue Giant จะมีการเคาะโต๊ะไปด้วย โยกคอไปด้วย หรือยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปด้วย ไม่ต่างจากเรา เพราะมนุษย์เรามีความสุขได้จากการร้องรำทำเพลง สิ่งที่มีประโยชน์เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์  สิ่งที่สร้างความสุขให้เราได้อย่างง่ายดาย และเป็นสิ่งที่ธรรมชาติเก็บไว้เป็นของขวัญให้กับพวกเราทุกคน

ขอให้สนุกกับภาพยนตร์และเสียงเพลงกันทุกคนนะครับ

 

 

ข้อมูลอ้างอิง