"วราวิทย์" หรือการลาออกทุกอย่างจากแสนสิริ การโอนหุ้นให้ลูกสาว ในขณะหลายคนเปรียบเทียบกับ"คุณอุ๊งอิ๊งค์" อาจจะมีหุ้นในบริษัททางธุรกิจของเขา ก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่อาจชัดเจนว่า"คุณเศรษฐา" คือตัวจริงมากกว่า
"เศรษฐา" แต่ละคนก็อาจมีขีดจำกัดต่างกันไป ในส่วนตัวผมถือว่าผมมาถึงจุดนี้แล้วการแสดงความพร้อมไม่ใช่แค่ทางวาจาอย่างเดียว ทางด้านกฎหมายหลายๆเรื่องเดี๋ยวจะหาว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน ผมเองก็ต้องแสดงเจตจำนงที่บริสุทธิ์ด้วยเหมือนกัน แล้วลูกๆก็บรรลุนิติภาวะไปหลายปีแล้ว การโอนก็โอนอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็ต้องเสียภาษีในการให้อีก 5% อีกนะครับ
"วราวิทย์" ไม่คิดแผนสำรองไว้เลยหรือว่า ก้าวเข้ามาแล้วอาจไปไม่ถึงเป้าที่เราตั้งเอาไว้ และในทางธุรกิจมันจะย้อนกลับมายังไง
"เศรษฐา" มีความเป็นไปได้ทั้งนั้นหล่ะครับ แสนสิริเองเขาก็มีทีมงานบริหารที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ส่วนเรื่องของอนาคตอีก 2-3 เดือนข้างหน้าเป็นเรื่องของอนาคต ผมถือว่าผมได้ก้าวออกมาจากแสนสิริแล้ว ผมได้ทิ้งไว้ข้างหลัง มีการเทรนด์บุคคลากรที่เหมาะสมขึ้นมาแล้ว ถ้าผ่านสนามนี้เดี่ยวค่อยว่ากัน ผมเป็นคนมองโลกเป็นขั้นเป็นตอน อย่าไปข้ามสเต็ปดีกว่า วันนี้หน้าที่เรามีอะไรเราทำตรงนั้นให้ดีที่สุด
"วราวิทย์" คุณเศรษฐาช่วยอธิบายอีกครั้งชัดๆทำไมถึงประกาศว่า ถ้าเข้ามาแล้วจะรับเฉพาะตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
"เศรษฐา" ตรงนั้น ถูกตีความไปต่างๆนาๆ วันที่ก้าวเข้ามาจากวงการธุรกิจมาสู่การเมืองผมเป็นคนที่ชัดเจนในหลักการถ้าเกิดว่าตำแหน่งที่เราคิดว่าเราเหมาะสม สามารถนำความเปลี่ยนแปลงมาได้อย่างมีนัย ก็คือคำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็อย่างที่ประกาศไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แต่ว่าส่วนทางพรรคจะให้ไปทำอย่างอื่นหรือป่าว ผมขอให้เป็นภายหลังวันที่ 14 พฤษภาคม ดีกว่าแล้วเรามาคุยกันใหม่ ยังไงผมก็ยังเป็นประธานที่ปรึกษาของ"คุณแพรทองธาร"อยู่ดี แล้วเราก็ช่วยกันฟอร์มนโยบาย อาจจะช่วยอยู่ข้างหลังอะไรก็แล้วแต่พรรคจะมอบหมายให้นะครับ
"วราวิทย์" 4 ปีถ้าสมมติว่าได้เป็นภาพของประเทศไทยฝันเอาไว้ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดมันคืออะไรครับ
"เศรษฐา" 8 - 9 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีที่ยืนบนเวทีโลก เราไม่ได้ออกไปประสัมพันธ์ข้อดีของประเทศ เราไม่ได้ออกไปต่อรองทางด้านการค้าขาย เราไม่ได้เปิดตลาดใหม่เราไม่ได้เป็นประเทศที่มีความภาคภูมิใจที่ออกไป วันหนึ่งไม่แน่ใจว่า 4 ปีพอหรือป่าวแต่อย่างน้อยจุดเริ่มต้นที่เรากลับไปเป็นเสือตัวที่ 5 หรืออาจจะเป็นตัวที่ 6 ในเอเชียน่าจะมีความเป็นไปได้นั้นคือความฝัน
"วราวิทย์" เราไม่ต้องประเทศกำลังพัฒนา 30-40 ปี
"เศรษฐา" หวังว่าไม่ วันนี้ยังไม่เริ่มนับหนึ่งเลยตราบใดที่เรายังไม่มีการพูดคุยอย่างเปิดเผย ตราบใดที่เรายังไล่คนที่เห็นต่างออกไปอยู่นอกประเทศอย่างไม่มีเยื้อใย ผมว่าอันนี้ประเทศเรามีปัญหาถ้าเราได้ผู้นำอย่างนั้นมามีปัญหาอย่างมาก
"วราวิทย์" สุดท้ายคือจะเป็นนายกรัฐมนตรีแบบไหน
"เศรษฐา" จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประชาชนคนไทยทุกคนครับ ผมเชื่อว่าการฟังความคิดเห็นก็เป็นการรับข้อมูล รับข้อมูลเกิดปัญญา พอเกิดปัญญาก็เกิดทางออก ถ้าคุณไม่รับฟังความคิดเห็นเลยมันจะเกิดข้อมูลได้ยังไง ผมว่าการรับฟังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้
"วราวิทย์" คนที่เห็นต่างจะมองเป็นศัตรูการเมืองมั้ย
"เศรษฐา" ผมไม่มองอยู่แล้ว ศัตรูของผมคือความยากจน ความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียม ของพี่น้องประชาชน บางครั้งการนำเสนออะไร ต้องเอาความล้มเหลวของนโยบายของบางพรรคบางรัฐบาลมาพูด แต่ยืนยันว่าไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัว เพราะเวลาลำดับเรื่องนโยบายไหนสำเร็จไม่สำเร็จ ก็ต้องหยิบยกประวัติศาสตร์มาพูดคุยก่อน เราถึงเสนอทางออกในอนาคตได้นะครับ
ชมคลิป >>>
เจาะใจ "เศรษฐา ทวีสิน" จากบิ๊กซีอีโอแสนสิริสู่สนาม"เลือกตั้ง 66"